มูยุล มหาบุรุษพิชิตแผ่นดิน 1  
 พระราชายูริออกศึกพร้อมคนสนิทคูชู พระราชายูริตั้งใจจะนำของขวัญไปมอบให้พระมเหสีและลูกที่กำลังจะเกิด
 " พวกเราออกจากเมืองหลวงมา เป็นเวลานานเกือบปีแล้ว คราวนี้ ข้าต้องการชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จ เพื่อจะได้กลับบ้านเกิดของเราซะที เพราะฉะนั้น ห้ามมีการพักผ่อนในค่ำคืนที่หนาวเหน็บ จะไม่มีอาหารให้กินอีก จนกว่าเราจะเป็นผู้ชนะอย่างแท้จริง"
 พวกทหารโห่รับ
 "และทุกคนต้องอยู่รอด เพื่อกลับไปหาพ่อแม่และลูกเมีย ที่รออยู่แนวหลังด้วยความเป็นห่วง"
 พวกทหารพูดไปเรื่อยๆ "ใช่แล้ว เราต้องไม่ตาย เราต้องอยู่รอด"
 ทำศึกไม่นานก็ได้รับชัยชนะ คูชูเข้ามาบอกว่าหัวหน้าชนเผ่าทั้งหลายส่งทูตมาขอเฝ้า
 "ยินดีกับฝ่าบาทด้วยพะยะค่ะ"
 "มีธุระอะไร"
 "ทุกชนเผ่าลงมติ ให้เราเป็นตัวแทนมาเฝ้าฝ่าบาท อีกทั้งนำอาหารและสุรามาเลี้ยงเหล่าทหารพะยะค่ะ"
 "ข้ายังนึกว่าพวกท่าน จะลืมข้าไปซะแล้ว"
 " เฮ่อๆๆ จากที่เปิดศึกมาจนวันนี้ก็เกือบหนึ่งปี ซึ่งชนเผ่าทั้งหลายต้องแบกภาระส่งเสบียงและอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ จนเราเองก็ลำบาก ขอทรงเห็นพระทัยด้วย"
 "สั่งให้จัดงานเลี้ยงฉลองชัย ให้ทหารทุกคนได้ดื่มเหล้าเป็นที่อิ่มหนำสมใจท่านทูตคนนี้หน่อยซิ"
 "พะยะค่ะฝ่าบาท"
 พวกทหารสนุกสนานในงานเลี้ยง และในงานเลี้ยงทูตถามพระราชายูริว่าเมื่อไหร่จะเสด็จกลับวังหลวง พระราชายูริตรัสว่า
 "รอให้เผ่า "คีซาน" ยอมสวามิภักดิ์ต่อโกคูรยอซะก่อน ข้าถึงจะถอนทัพ" ทูตตกใจ
 "ทำไม หรือว่าพวกท่าน อยากให้ข้าอยู่กับสงครามไปนานๆ หรือไง"
 "อ้อ มิได้พะยะค่ะ อย่าว่าแต่หม่อมฉันเลย แม้แต่หัวหน้าเผ่าทั้งหลายก็ไม่เห็นด้วยที่ฝ่าบาท จะเปิดศึกคราวนี้ด้วยซ้ำ"
 "ไว้ข้าได้ชัยชนะเบ็ดเสร็จเมื่อไหร่ กลับไปเมืองหลวงเที่ยวนี้ จะสังคายนาพวกชนเผ่าซะใหม่"
 "หม่อมฉันไม่เข้าใจ สิ่งที่รับสั่ง"
 " โกคูรยอกำลังจะถูกแคว้นพูยอยึดครอง สาเหตุเพราะหัวหน้าเผ่าทั้งหลายไม่เห็นข้าอยู่ในสายตาเลยยักย้ายถ่ายเท ทรัพย์สินไปหมด ฉะนั้น ข้าจะไม่ให้พวกเขาเหิมเกริมอีก"
 "ถ้าจะทรงเป็นปรปักษ์ต่อชนเผ่าทั้งหลาย ชีวิตของฝ่าบาท หรือแม้แต่พระมเหสี อาจจะไร้ซึ่งหลักประกัน"
 "หึ ถ้าคิดจะมาขู่ข้าละก้อ ข้าจะตัดหัวท่านซะก่อน"
 "ถ้าอย่างงั้น หม่อมฉันเห็นทีจะต้อง" ทูตทำร้ายพระราชายูริทันที "ขอทรงอภัยด้วย"
 ซังกาหัวหน้าเผ่าพีรู มาพบมาวังพ่อค้าที่อยู่ในเมือง
 "ท่านให้เกียรติมาเยือนถึงบ้าน ข้าน้อยรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง"
 "หึ แต่ไม่รู้ว่ามาผิดจังหวะหรือเปล่า"
 "มาได้จังหวะพอดี กำลังเหมาะเลยล่ะครับ ข้าน้อยจะไม่ให้ท่านผิดหวังอย่างแน่นอน เชิญเลยครับ เชิญข้างใน"
 "เห็นว่าเพิ่งไปพูยอมาหรือ"
 "ครับ ไปพูยอและยังเลยไปเมือง "ฉางอัน" ด้วย"
 "พูยอเป็นไงบ้าง"
 " เฮ่ย อย่าพูดดีกว่า ต่อให้ไม่มีสงคราม ชนเผ่าที่อยู่ระหว่างสองแคว้นก็เริ่มเอียงๆๆๆ ไปทางพูยอหมด อีกไม่นานโกคูรยอของเราต้องถูกพูยอยึดครองแน่ โดยเฉพาะอ๋องเทโซ สมัยที่พระราชาจูมงยังอยู่ เขาแทบไม่กล้าหือด้วยซ้ำ"
 "ฮึ่ม ถูกต้อง"
 " แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่อย่างงั้น หึ เฮ่อ อ๋องเทโซทรงมีอิทธิพล ในขณะที่ฝ่าบาทของเรา ทำตัวเป็นนกขมิ้นเหลืองอ่อน ค่ำไหนนอนนั่น แต่ไม่เคยเสด็จกลับมาดูแลโกคูรยอ กลายเป็นที่ขบขันของชาวบ้าน เฮ่อๆๆ คิดแล้ว ไม่รู้จะเปรียบเทียบยังไงดี ฮ่าๆๆ พอใจมั้ยท่าน ข้าเลือกคนที่คาดว่าจะถูกใจท่านที่สุด เสียเงินซื้อมาไม่ใช่น้อยเลยนะครับ"
 "หึ ถ้าจะให้ถูกใจข้าละก้ออออ หึ มีแต่ปากที่ช่างเจรจาของเจ้า"
 "หา เอ่อ ท่านซังกา ถ้าไม่เพราะเห็นแก่ท่าน ข้าคงไม่เลือกสาวๆ พวกนี้มาอยู่ด้วย โปรดอย่าให้ขาดทุนเลยนะครับ"
 "ข้าชอบสาวใช้คนนี้"
 "หา อ้อ สาวใช้คนนี้ ฐานะต่ำต้อยยิ่งกว่าไพร่ ไม่คู่ควรที่จะปรนนิบัติท่าน"
 "เจ้าเอานางไปขายต่อแล้วหรือไง"
 "เปล่า ไม่ได้ขาย"
 "งั้นก็ดี ข้าให้ 200 ตำลึง"
 "ไม่ได้จริงๆ ครับ"
 "ไหนว่าต่ำต้อยมากไง ข้าให้ 250 ตำลึงพอมั้ยล่ะ"
 "เอ่อ คือ ท่าน ท่านซังกา โธ่เอ๊ย ฮือๆ"
 พอดีบ่าวเข้ามาเตือนซังกาให้ไปประชุม พอไปถึงก็ถามว่าทำไมจู่ๆ ถึงเรียกประชุม หัวหน้าคนหนึ่งรายงานว่า
 "ท่านรู้ข่าวหรือยัง พระราชายูริทรงปราบเผ่าคีซานได้แล้ว"
 "ดูจากรูปการณ์ ถ้าเสด็จกลับมาเมื่อไหร่ต้องหาทางเล่นงานชนเผ่าทั้งหลายแน่  แล้วเราจะนั่งรอความตายได้หรือ"
 ซังกากล่าวว่า "ถ้าอย่างงั้น"
 หัวหน้าอีกคนรีบบอกว่า "เราอาจต้องแข็งข้อ"
 "ทหารของพระราชายูริล้วนกรำศึกมาอย่างโชกโชน แม้ว่าเราจะถือโอกาสแข็งข้อในตอนนี้ แล้วถ้าเขากลับมาล่ะ" ซังกาว่า
 "เราก็ให้เขา ไม่มีวันได้กลับมาก็สิ้นเรื่องแล้ว"
 ซังกาแปลกใจ "ทำไมถึงไม่มีวันกลับมา"
 "เพราะเขาตายไปแล้ว"
 "นี่เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า" ซังกาถาม
 " ข้าได้ส่งตัวแทนไปเยี่ยมเขารวมถึงบรรดาแม่ทัพทั้งหลาย ซึ่งมันเป็นแค่ฉากบังหน้า เป้าหมายแท้จริงคือลอบสังหาร ตอนนี้ในเมืองมีแต่องค์ชายแฮเมียงกับทหารไม่กี่ร้อยคน ซึ่งข้าได้ปรึกษากับหัวหน้าเผ่าทั้งหลายแล้ว เราจะรวบรวมไพร่พลแล้วกรีฑาทัพไปเมืองหลวง หรือท่านเห็นว่าไง จะให้ความร่วมมือกับเรามั้ย"
 ขณะที่วังหลวง มเหสีทรงเจ็บท้องจะคลอดลูก แต่ทรงเจ็บอยู่นานมากแล้วก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะคลอด องค์ชายแฮเมียงทรงสั่งให้หมอดูแลอย่างดี แม่ทัพก็เข้ามาทูลองค์ชายแฮเมียงว่า พวกหัวหน้าเผ่าประชุมกัน รวมทั้งหัวหน้าเผ่าพีรู เพื่อหารือเรื่องงานฉลองพระมเหสีประสูติกาล แต่ดูมีเลศนัยเพราะปิดบังองค์ชายแฮเมียง
 องค์ชายแฮเมียงเสด็จไปหามาวังและให้สืบว่าหัวหน้าเผ่าประชุมกันเรื่องด่วนอะไร จนได้ความว่าพวกหัวหน้าเผ่าเตรียมกำลังคน
 องค์ชายแฮเมียงถามจากแทชองเรื่องกำลังทหาร จากนั้นทรงมีรับสั่งให้ปิดประตูเมืองทุกท่าน และรีบส่งข่าวพระราชายูริ
 หัวหน้าเผ่าเตรียมการเรียบร้อยก็ส่งหัวหน้าเผ่าคนหนึ่งเข้ามาพบองค์ชายแฮเมียง
 "หม่อมฉันมาถ่ายทอดมติจากที่ประชุม"
 "เชิญว่ามา"
 " เผ่าพันนา ยอนนา คุนนาและพีรู ได้ส่งทหารมาประชิดเมืองหลวงแล้ว พร้อมจะบุกเข้ามาทุกเมื่อ ก่อนพรุ่งนี้ฟ้าสาง ให้เปิดประตูเมืองทุกด้าน เพื่อให้ทหารเข้ามาดีๆ ขอเพียงไม่ขัดขืน เราให้สัญญาจะไม่ทำร้ายองค์ชายเลย"
 "หุบปาก บังอาจมาพูดจาสามหาวเชียวหรือ" แม่ทัพว่า
 "พวกท่านมีทหารแค่ไม่กี่ร้อย ถ้าคิดขัดขืนก็เท่ากับรนหาที่ตาย"
 "องค์ชาย หม่อมฉันจะตัดหัวเขาเดี๋ยวนี้ โปรดสั่งมาเลย"
 " ทหารของเราแต่ละคน สามารถรับมือพวกท่านได้เป็นสิบ อย่านึกว่ามีคนมากก็จะกำแหงได้ ถ้าเราพร้อมยอมตาย ใครก็อย่าหวังเข้าเมืองมาได้เลย และถ้าฝ่าบาทเสด็จมาถึง หัวของพวกท่านจะหลุดจากบ่าทันที ซึ่งไม่ใช่พวกเรา"
 "โปรดอย่าคิดว่าฝ่า บาทจะเสด็จกลับมาช่วยได้ เพราะตอนนี้ ทรงสิ้นพระชนม์ไปแล้ว พรุ่งนี้นี่แหละ พรุ่งนี้เช้าถ้าไม่เปิดประตูเมืองต้อนรับพวกเรา เมืองหลวงจะเกิดการนองเลือดทันที แม้แต่พระมเหสีกับทารกในครรภ์ ก็อาจไม่ได้รอดชีวิต"
 องค์ชายแฮเมียงตกพระทัยมาก แต่ก็ไม่ทรงเชื่อ แถมทหารที่ยังหนุ่มก็แปรพักตร์ไปฝ่ายศัตรู องค์หญิงเซยูเข้ามาหา
 "เจ้าพี่"
 "หึ เซยู"
 "ทำไมในวังไม่มีใครเลย หม่อมฉันรู้สึกกลัวเพคะ"
 "หึ ไม่มีอะไรหรอก ไม่ต้องกลัวนะ"
 แฮ เมียงคิดจะพาองค์หญิงเซยูและพระมเหสี ออกจากวังเดี๋ยวนี้ แต่แม่ทัพห้ามไว้ เพราะพระมเหสีใกล้คลอดแล้วจะเป็นการเสี่ยงมาก แต่องค์ชายแฮเมียงคิดว่าถ้าอยู่พระนางอาจถูกปองร้ายได้
 ระหว่างทางพระราชายูริเสด็จกลับมาและจับหัวหน้าเผ่าไว้ได้ และยังเชิญซังกามาพบ
 "เชิญท่านซังกานั่งก่อน ข้ากำลังคิดอยู่ว่าจะลงโทษคนทรยศยังไงดี ช่วยบอกข้าหน่อยซิ ว่าควรทำยังไง"
 ซัง กาทูลว่า "ฝ่าบาท โกคูรยอสถาปนามาได้แค่สิบกว่าปี ถ้าทรงประหารหัวหน้าเผ่าทั้งหลายที่เป็นเสาหลัก คงเป็นสิ่งที่พระราชาจูมงไม่หวังให้เกิดขึ้น สมัยก่อน เผ่า "เฮงยิน" และ "อกจอ" ก็เคยทรยศอดีตพระราชา แต่พระองค์ ก็ทรงเมตตาละเว้น หลังจากนั้นพวกเขาจึงมีแต่ความภักดี หม่อมฉันอยากให้ฝ่าบาท ทรงเอาอย่างเสด็จพ่อ ให้โอกาสพวกเขาอีกครั้งได้ไหมพะยะค่ะ"
 "ไม่ได้หรอก พะยะค่ะ นี่เป็นความผิดใหญ่หลวง จะให้อภัยง่ายๆ ได้ยังไง ท่านซังกา จะเอาอย่างพวกเขา ทำผิดแล้วนิ่งเฉย ถือว่าแล้วกันไปหรือ" องค์ชายแฮเมียงว่า
 "องค์ชายรับสั่งผิดแล้ว"
 " ท่านเป็นประมุขแห่งชนเผ่าทั้งหลาย ใครจะเชื่อว่าไม่รู้เห็นกับเรื่องนี้เลย ฝ่าบาท ยังไงก็ต้องตัดหัวคนทรยศ เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง จะได้เป็นที่หลาบจำนะพะยะค่ะ"
 "เจ้าไม่ต้องพูด" พระราชายูริสั่ง
 "ฝ่าบาท"
 " ข้าบอกให้หุบปากซะ ก็ได้ ข้าจะเอาอย่างอดีตพระราชา ไว้ชีวิตพวกหัวหน้าเผ่า นับแต่นี้ ข้าจะยิ่งเข้มงวดต่อชนเผ่าทั้งหลาย ไม่ให้มีความเคลื่อนไหวใดๆ คนที่เป็นหัวหน้าเผ่า ต้องมารายงานทุกเรื่อง ไม่เฉพาะเหตุการณ์เกี่ยวกับการทหารเท่านั้น ที่สำคัญ ลูกชายของหัวหน้าเผ่าแต่ละคนต้องมาอยู่กับข้า แล้วข้าจะสั่งสอนพวกเขา ไม่ให้เกิดเหตุการณ์เหมือนอย่างวันนี้ที่พ่อของพวกเขาทำไว้ ท่านซังกา"
 "พะยะค่ะ"
 "จะยอมทำตามคำสั่งข้ามั้ย"
 "พะยะค่ะ"
 "คนอื่นจะว่ายังไง"
 พวกหัวหน้าว่า "ยินดีพะยะค่ะ"
 เมื่ออยู่ตามลำพัง องค์ชายแฮเมียงทูลพระราชายูริว่า
 "คนพวกนี้พร้อมจะหักหลังเราได้ทุกเมื่อ ปล่อยพวกเขาไว้ เท่ากับเป็นหอกข้างแคร่นะพะยะค่ะ"
 " โอ๊ะ เอ่อ แต่ละก้าวที่เข้าใกล้เมืองหลวง แผลที่พวกเขาฝากไว้กับข้าก็ยิ่งเจ็บขึ้นเรื่อยๆ ทำไมข้าจะไม่อยากตัดหัวพวกเขาให้รู้แล้วรู้รอดซะ แต่ถ้าตอนนี้ฆ่าพวกเขา บ้านเมืองจะเข้าสู่วิกฤติทันที หลังจากนั้นแคว้นพูยอที่จ้องจะฮุบเราอยู่ มีหรือจะรอช้า ทำอะไรอย่าใช้อารมณ์ จนลืมว่าตัวเองเป็นผู้ครองเมืองนี้ จำไว้ให้ดี ข้าคือพระราชา ส่วนเจ้า คือรัชทายาทที่จะสืบบัลลังก์ต่อ"
 "ฝ่าบาท"
 "หม่อมฉัน "แทชอง" พะยะค่ะ มีข่าวว่าพระมเหสี ทรงประสูติพระโอรส"
 พระราชายูริ องค์ชายแฮเมียงรีบเสด็จไปดูพระมเหสี พระราชายูริตรัสกับองค์หญิงเซยูว่า
 "เซยู เจ้ามีน้องแล้วเห็นหรือเปล่า เจ้าเป็นพี่คนแล้ว"
 "พี่หรือ"
 "ใช่"
 "เจ้าพี่ หม่อมฉันมีน้องเป็นผู้ชาย"
 "เฮ่อๆๆ ใช่จ้ะ เฮ่อๆๆ"
 "ลำบากเจ้าจริงๆ ขอบใจที่มีลูกชายน่ารักให้ข้าอีกคน" พระราชายูริมีรับสั่งกับพระมเหสี
 "ทั้งหมดนี้เป็นเพราะ พระบารมีของฝ่าบาท"
 "ข้าจะให้ราษฎร ร่วมแบ่งปันความยินดีทั่วเมือง"
 ในตัวเมือง ทหารแจกเสบียงให้ราษฎร คูชูทูลพระราชายูริว่า
 "ฝ่าบาท ถึงเวลาที่จะทำนายดวงชะตาของพระโอรสองค์ใหม่ ถ้าไง หม่อมฉันจะไปเชิญโหรหลวงเอง"
 "ไม่ต้อง ข้าจะไปตำหนักเทพเดี๋ยวนี้"
 โหรหลวงหญิงแอบพาองค์ชายน้อยออกจากเมืองหลวง พระราชายูริสั่งปิดประตูก็ไม่ทัน แทชองทูลรายงานว่า
 "โหรหลวงออกไปทางประตูทิศเหนือ ที่สำคัญ พาองค์ชายน้อยไปด้วยพะยะค่ะ"
 " ทุกคนจงฟังคำสั่งข้าให้ดี ยังไงก็ต้องตามหาโหรหลวงให้พบ และเรื่องนี้ห้ามแพร่งพรายให้คนนอกรับรู้ ที่สำคัญคือเจ้า ให้พาทหารออกไปด้วยชุดลำลอง"
 "พะยะค่ะ"
 "เจอตัวเมื่อไหร่รีบมารายงานข้า แต่อย่าขวางการเดินทางของพวกเขา และอย่าช่วยองค์ชายน้อยอย่างบุ่มบ่าม"
 "พะยะค่ะ"
 "รีบไปเร็วเข้า"
 พระมเหสีรีบมาเฝ้าพระราชายูริ "ฝ่าบาทเพคะ ได้ยินว่าตำหนักเทพถูกปิด ส่วนโหรหลวงก็ลักพาตัวองค์ชายน้อยออกไป หึ นี่มันอะไรกันเพคะ"
 "ส่งพระมเหสีกลับไปก่อน"
 พระมเหสีทรงอึ้ง "ฝ่าบาท"
 "หม่อมฉัน "แทชอง" พะยะค่ะ"
 "เข้ามา"
 "หึ มีข่าวมาจากทหาร เจอตัวโหรหลวงแล้วพะยะค่ะ อยู่ที่อารามนอกเขตเมืองโชบุน"
 "เตรียมตัวเร็ว ข้าจะไปเดี๋ยวนี้"
 "ฝ่าบาท หม่อมฉันขอไปด้วย"
 "ข้าจะพาลูกของเรากลับมาให้ได้ อย่าห่วงเลย ไปนอนเถอะ หึ"
 "ฝ่าบาท หึ"
 พระ ราชายูริรีบเสด็จไปอารมนอกเขตเมืองโชบุน และรับสั่งกับทหารว่าจะเขาไปพบโหรหลวงแต่ทหารไม่ยอม องค์ชายแฮเมียงจึงต่อสู้กับทหาร พระราชายูริเข้าไปพบโหรหลวงจนได้
 "จะเอาชีวิตข้าหรือ ถ้าเป็นบัญชาจากสวรรค์ก็เชิญลงมือ ทารกที่เพิ่งเกิด จะมีความผิดร้ายแรงอะไรนัก ข้าจะขอพาเขากลับไป"
 "แม้สวรรค์จะสั่งการลงมา แต่หม่อมฉันก็ไม่อาจลงมือได้"
 "หมายความว่าไง สวรรค์มีบัญชาอะไรอีก ถึงต้องทำเรื่องโหดร้ายขนาดนี้"
 "องค์ชายน้อย มีดวงชะตาจะทำให้โกคูรยอถึงกาลวิบัติ เข่นฆ่าพี่ชาย สังหารพ่อและแม่ ท้ายที่สุด ยังจะสังหารลูกในไส้ของตัวเองด้วย"
 "หุบปากเดี๋ยวนี้ ท่านกำลังทำให้เด็กไร้เดียงสาคนหนึ่งต้องคำสาปรู้มั้ย"
 " มนุษย์ธรรมดา จะล่วงรู้ถึงลิขิตสวรรค์ได้ยังไง หม่อมฉัน เป็นเพียงผู้ถ่ายทอดบัญชาเท่านั้น ฝ่าบาท มีแต่เลือดขององค์ชายน้อยถึงจะแก้คำสาปได้ เพื่อเห็นแก่บ้านเมืองและชะตาของโกคูรยอ ยังไงก็ต้องปลิดชีพ องค์ชายองค์นี้ซะ"
 "ทำอย่างงั้นไม่ได้"
 "ฝ่าบาท อย่ากลัวว่าจะถูกผู้คนประนามเลย แค่บอกว่าเป็นความประสงค์ของหม่อมฉันและตำหนักเทพก็พอแล้ว รีบลงมือเถอะเพคะ ทรงเป็นพระราชาหรือเปล่า เพื่อเห็นแก่เลือดเนื้อเชื้อไขส่วนพระองค์ จะให้บ้านเมืองหายนะได้หรือเพคะ หึ"
 "ท่านโหรหลวงๆ"
 "โอ๊ะ ฮือ เฮ่อ โปรดอภัย ให้แก่หม่อมฉันที่ จำต้องถ่ายทอด บัญชาสวรรค์เช่นนี้ ได้โปรด อย่าได้ฝืนลิขิต มันจะไม่ดีต่อฝ่าบาทเอง" โหรหลวงหญิงตาย
จบ 1

มูยุล มหาบุรุษพิชิตแผ่นดิน 2  
 เมื่อพระราชายูริเสด็จออกมา องค์ชายแฮเมียงรีบทูลถาม
 "ฝ่าบาท โหรหลวงล่ะพะยะค่ะ ทำไมต้องสังหารลูกศิษย์และพาองค์ชายน้อยออกมาด้วย ฝ่าบาท"
 "ท่านโหรหลวงตายแล้ว จัดงานศพให้นางอย่างสมเกียรติ"
 "พะยะค่ะฝ่าบาท"
 มาวังกำลังแชน้ำอยู่กับซังกา บ่าวก็เข้ามารายงานว่าโหรหลวงปลิดชีพตัวเอง แต่บอกอีกว่า
 " ที่น่าแปลกก็คือ ขณะที่ฝ่าบาทเดินออกมา,ฉลองพระองค์เต็มไปด้วยคราบเลือด ใต้เท้า ไม่แน่โหรหลวงอาจไม่ได้ฆ่าตัวตาย แต่ตายเพราะฝ่าบาทมากกว่า"
 " เฮ่ย นางจะฆ่าตัวเองหรือถูกฝ่าบาทสังหาร มันไม่สำคัญหรอก แต่การปิดตำหนักเทพ ลำพังแค่จุดนี้ ก็อาจเป็นผลดีต่อเราอย่างมากก็ได้ ไปสั่งระดมคนเดี๋ยวนี้ อย่าให้ผู้ตรวจการณ์ที่มาจากเมืองหลวงสังเกตเห็นได้ เข้าใจมั้ย"
 "ครับใต้เท้า"
 "หึ มาวัง ข้าน่ะ จะให้เจ้าได้รู้ว่าอะไรคือความศรัทธาของผู้คนกันแน่ หึๆๆ"
 พระราชายูริทรงไม่ยอมตรัสใดๆ ขณะที่คูชูกับองค์ชายแฮเมียงถาม ทรงไล่ทั้งคู่ออกไป
 คูชูถอนใจ "เฮ่ย ฝ่าบาทไม่ยอมตรัสอะไรเลย ทำให้หม่อมฉันทำงานไม่ถูกแล้ว"
 " ถ้าพวกหัวหน้าเผ่ารู้เข้า คงไม่ยอมรามือแน่ คนพวกนี้ แม้ภายนอกจะยอมสวามิภักดิ์ แต่ลึกๆ แล้ว ยังคงคิดหาทางแข็งข้ออยู่ ข้าจึงอยากให้ท่าน ไปจับตาดูพวกเขา อย่าให้ทำอะไรนอกลู่นอกทาง"
 คูชูเห็นด้วย "พะยะค่ะ"
 เวลา ต่อมาพระราชายูริทรงสะดุ้งตื่นเมื่อคูชูมาปลุกและบอกว่าเกิดเหตุการณ์ ประหลาด น้ำในบ่อ เหมือนจะเปื้อนเลือด หมู่บ้านอื่นก็เป็นแบบนี้ แม้จะไม่รู้สาเหตุ แต่สัตว์เลี้ยงก็ทยอยล้มตาย
 แทชองทูลว่า "เพราะเกิดอาเพทอย่างต่อเนื่อง ชาวบ้านจึงลือกันว่า น่าจะเป็นคำสาปจากสวรรค์พะยะค่ะ"
 คู ชูทูลต่อว่า "ที่น่ากลัวกว่าอาเพทคือใจคนมากกว่า ยิ่งเรื่องตำหนักเทพแพร่ออกไป เราก็ยิ่งเสียหายหนัก เพราะคนร่ำลือกันว่า ฝ่าบาททรงสังหารท่านโหรหลวงด้วยพระองค์เอง หึ ฝ่าบาท ถ้าเราเรียกศรัทธาคืนไม่ได้ พวกชนเผ่าก็จะแข็งข้ออีก ทรงเปิดเผยคำทำนายของโหรหลวงเถอะพะยะค่ะ"
 ลูกน้องของมาวังกินข้าวผสมสาร หนูเข้าไป องค์ชายแฮเมียงมาเห็นพอดี จึงรู้จากหมอ องค์ชายแฮเมียงถามว่าสารหนูหาได้จากที่ไหนบ้าง หมอตอบว่าเผ่าที่รู้เรื่องพิษดีและใช้อย่างแพร่หลายคือเผ่าพีรู
 องค์ชายแฮเมียงมาขอเฝ้าพระราชายูริ แทชองตอบว่าซังกาหัวหน้าเผ่าพีรูเฝ้าอยู่
 ซัง กาทูลพระราชายูริว่า "ทั้งในวังนอกวังล้วนเกิดเหตุน่าสะพรึงกลัว แต่ฝ่าบาท กลับสั่งปิดตำหนักเทพอันเป็นศูนย์รวมแห่งจิตใจ หม่อมฉันขอถามสาเหตุได้ไหมพะยะค่ะ ก่อนที่ตำหนักเทพจะถูกปิด ฝ่าบาทได้เสด็จไปด้วยพระองค์เอง เพื่อทำนายเกี่ยวกับชะตาขององค์ชายน้อย แล้วตอนเสด็จออกมา มีคนเห็นฉลองพระองค์เต็มไปด้วยคราบเลือดหลายแห่ง แสดงว่าต้องเกิดอะไรขึ้น ที่ฝ่าบาททรงปกปิดคือชะตาขององค์ชายน้อยที่เป็นความลับใช่ไหม หรือว่า โหรหลวงได้ทำนายเรื่องไม่ดี ฝ่าบาทจึงต้องฆ่าปิดปาก เพื่อไม่ให้มีการแพร่งพรายออกไปใช่ไหมพะยะค่ะ"
 "เลิกคาดเดาส่งเดชซะที ท่านโหรหลวง ได้ปลิดชีพตัวเอง ซึ่งไม่เกี่ยวกับข้าซักนิด"
 " หม่อมฉันอยากรู้ความจริง ว่าท่านโหรหลวงได้ทำนายอะไรกันแน่ เป็นชะตารูปแบบไหนถึงต้องให้นางแลกด้วยชีวิต โปรดรับสั่งมาตามตรงดีกว่า"
 แทชองหอบ "ฝ่าบาท พระมเหสีทรงประชวรหนักพะยะค่ะ"
 องค์ หญิงเซยูทรงอยู่ใกล้ชิดพระมารดา และทรงร้องไห้ พระราชายูริมีรับสั่งให้หมอหลวงดูแลรักษาพระมเหสีอย่างดี แต่หมอหลวงบอกว่าจนปัญญา พระมเหสีสิ้นพระชนม์
 คูชูบ่นกับองค์ชายแฮเมียงว่า "ล่วงเข้าวันที่ 4 แล้ว น่าเป็นห่วงว่าฝ่าบาทจะประชวรไปอีกองค์"
 แม่ทัพทูลรายงานว่า "องค์ชาย ตอนนี้ พวกหัวหน้าเผ่ามารวมตัวที่บ้านของท่านซังกาพะยะค่ะ"
 "หัวหน้าองครักษ์"
 แทชองรับคำ "พะยะค่ะ"
 "ไปสั่งรวมพล ข้ามีงานจะให้ทำ"
 "พะยะค่ะ"
 องค์ชายแฮเมียงพาองครักษ์จำนวนมาก มาล้อมที่ประชุมของเหล่าหัวหน้าเผ่า
 ซังกาถาม "องค์ชายทรงมีธุระอะไร"
 "พวกนี้. คือข้าวสาลีที่พบในท้องอีกาที่ตาย เชิญดูให้ดี"
 ซังกาหัวเราะ "หึๆๆ นี่คงไม่ใช่ จะมาให้อาหารไก่ต่อหน้าพวกเราหรอกนะ"
 " การที่จู่ๆ มีนกตายเป็นจำนวนมาก นั่นก็เพราะ กินเมล็ดข้าวที่ผสมกับยาพิษ และเบื้องหลัง มีคนคอยสั่งการ นอกจากในเมืองมีนกกาล้มตายเกลื่อนแล้ว สัตว์เลี้ยงของชาวบ้าน รวมถึงน้ำในบ่อเปลี่ยนสี ทั้งหมดนี้ น่าจะเป็นฝีมือใครคนใดคนหนึ่ง"
 "ทรงหมายความว่าไง"
 "มีคนอยู่เบื้องหลังคอยวางแผน ก่อความวุ่นวายต่างๆ เพื่อให้ชาวบ้านตื่นกลัว บ้านเมืองจะได้ระส่ำระสาย"
 "เฮ่อๆๆ ทรงคิดมากไปแล้ว ที่เรามาประชุมก็เพื่อหารือเกี่ยวกับงานพระศพของพระมเหสี มันเป็นหน้าที่ของขุนนางที่ภักดีไม่ใช่หรือ"
 " ไม่ทันไร พวกท่านก็ลืมเรื่องก่อกบฏแล้วหรือ จนกว่างานพระศพจะเสร็จสิ้น เราจะจับตาดูพวกท่านทุกฝีก้าว ระวังให้ดี" องค์ชายแฮเมียงเสียงดุ
 "องค์ชาย ทำแบบนี้หม่อมฉันว่า"
 ซัง กาขัดว่า "เจ้าไม่ต้องยุ่ง องค์ชายรับสั่งยังไง เราก็ต้องทำตามอยู่แล้ว แต่ขอให้ทรงเข้าพระทัย เราเสียใจต่อการสิ้นพระชนม์ของพระมเหสีจริงๆ"
 พอองค์ชายแฮเมียงออกไปแล้ว บ่าวของซังกาก็กล่าวว่า
 "ใต้เท้า เราจะยอมง่ายๆ จริงหรือครับ"
 " เจ้าอย่าห่วงไปเลย ตอนนี้ถึงเราไม่ทำอะไร ข่าวลือก็จะขยายไปเรื่อยๆ จากหนึ่งเป็นสิบ จากสิบเป็นร้อย อาเพททั้งหลายที่เกิดรวมถึงการสิ้นพระชนม์ของพระมเหสี เหล่านี้ล้วนเป็นผลมาจากการที่ฝ่าบาททรงสังหารโหรหลวง หรือก็คือชะตาที่เป็นกาลีบ้านกาลีเมืองขององค์ชายน้อย องค์ชายแฮเมียงมีแต่กลัวว่าเราจะใช้กำลังแต่หารู้ไม่ว่าที่น่ากลัวยิ่งกว่า กำลังทหารนั้น คือใจคน ที่เริ่มหันเหไปจากราชสำนักและฝ่าบาทต่างหาก"
0000000000000
 เวลาต่อมาคูชูทูลพระราชายูริว่า
 "ฝ่าบาท ตอนนี้ชาวบ้านเริ่มถูกเป่าหู และพวกหัวหน้าเผ่าก็จะแข็งข้ออีก ขอทรงเปิดเผยทำนายของโหรหลวงเถอะพะยะค่ะ"
 พระราชายูริทรงคิดหนัก ก่อนจะตัดสินพระทัยบอกทุกคน
 "ท่านซังกา"
 "พะยะค่ะฝ่าบาท"
 "การตายของท่านโหรหลวง ซึ่งทำให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย ข้าได้รับรู้หมดแล้ว ท่านเคยถามว่านางได้ทำนายอะไรใช่ไหม"
 "พะยะค่ะ"
 "งั้นข้าจะบอกให้รู้ ท่านโหรหลวง บอกว่าองค์ชายน้อย จะทำให้โกคูรยอไปสู่ความวิบัติในไม่ช้า"
 คูชูตกใจ "หา"
 "ทางเดียวที่จะแก้คำสาปได้ ก็คือใช้เลือดขององค์ชายน้อย ฉะนั้น ข้าตัดสินใจจะมอบตัวเขา กลับคืนให้แก่สวรรค์ไป"
 องค์ชายแฮเมียงทูล "ฝ่าบาท ให้พ่อฆ่าลูกตัวเองคือบัญชาสวรรค์หรือ ต่อให้เด็กเกิดพร้อมกับความโชคร้าย ก็ไม่สมควรจะถูกฆ่า"
 พระ ราชายูริตรัสว่า "สิ่งที่ข้าทำ ไม่ใช่กำจัดลูกตัวเอง แต่เพื่อขจัดอาเพศของบ้านเมืองต่างหาก พรุ่งนี้ให้เปิดตำหนักเทพและเตรียมพิธีบูชาฟ้า"
 "ฝ่าบาท ไม่ได้นะพะยะค่ะ"
 "หัวหน้าองครักษ์"
 "พะยะค่ะ"
 "จับองค์ชายไปขังไว้"
 องค์ชายแฮเมียงตกพระทัย "ฝ่าบาท"
 "ไม่ได้ยินหรือ บอกให้เอาตัวไปขัง"
 "เสด็จพ่อๆ ไม่ได้นะพะยะค่ะ โปรดอย่าทำเรื่องแบบนี้ ทรงไตร่ตรองให้ดีก่อน เสด็จพ่อๆ"
 "ยืนเฉยทำไม ไปเตรียมพิธีบวงสรวงได้แล้ว และให้ราษฎรทั้งหลายได้เข้าร่วมด้วย"
 ด้านซังกาเมื่อออกมาแล้ว บ่าวของเขาก็กล่าวว่า
 "ไม่นึกว่ายูริจะมาไม้นี้ ใต้เท้า ตอนนี้ใจคนเริ่มหวั่นไหวแล้ว เราน่าจะเปลี่ยนแผน"
 " โง่ชะมัด จนป่านนี้ยังไม่เข้าใจอีกหรือ ยูริถึงขนาดฆ่าลูกตัวเอง เพื่อช่วยโกคูรยอ แล้วคิดว่าชาวบ้านจะมาทางเราอีกหรือ เห็นทีว่า ข้าจะแพ้เขาซะแล้ว เฮ่ย" ซังกาถอนใจ
 องค์หญิงเซยูเสด็จไปดูองค์ชายน้อย และถามจากแม่นมว่าองค์ชายน้อยชื่ออะไร
 "ตอนนี้ ยังไม่ได้ตั้งชื่อ"
 "น้องพี่ ข้าคือพี่เจ้าชื่อเซยูนะจ๊ะ ต่อไป พี่คนนี้ จะเป็นเหมือนเสด็จแม่ คอยดูแลเจ้า"
 "หึ อ้อ ฝ่าบาท"
 "เสด็จพ่อ"
 "เซยู"
 "เมื่อกี้ หม่อมฉันสัญญากับน้องไว้ จะดูแลเขาให้ดีแทนเสด็จแม่เพคะ"
 "น้ำใจเจ้าช่างงามนัก แต่น้องคนนี้ต้องไปจากเจ้าแล้ว"
 "ไปไหนหรือเพคะ"
 "ไปอยู่ที่ๆ ไกลมากน่ะลูก ตอนนี้คงต้องไปแล้ว เจ้าบอกลาเขาซะสิ"
 " นี่คือ ของขวัญจากข้า อีกหน่อยโตขึ้น แม้ว่าข้าจะจำหน้าเจ้าไม่ได้อีก แต่ถ้าได้เห็นสร้อยเส้นนี้คงจำได้ ถึงตอนนั้น อย่าลืมเรียกข้าว่าพี่ล่ะ รู้มั้ย ลาก่อน องค์ชายน้อยของพี่"
 และในพิธีที่จัดขึ้น พระราชายูริทรงกล่าวว่า
 " นี่คือ ลูกชายคนเล็กของข้า เราจะใช้เลือดของเขา ระงับความโกรธของสวรรค์เบื้องบน โดยมีข้าขอเป็นสักขีพยานด้วยตัวเอง ยืนเฉยทำไม พวกเจ้ากล้าขัดมติสวรรค์หรือ ถ้าพวกเจ้าไม่กล้าลงมือละก้อ ข้าจะจัดการเอง ท่านคูชูเอากระบี่มา"
คูชูไม่อยากปฏิบัติตาม "หึ"
 " เร็วซี่ ได้ยินมั้ย ทุกคนฟัง ข้าจะลงมือ เอาเลือดของลูกชายข้า ลบล้างอาเพททั้งหลายที่เกิด และถ้า หลังจากวันนี้ไปแล้ว มีใครกล้าเป็นปรปักษ์อีก ข้าจะใช้เลือดของคนๆ นั้น มาสังเวยแก่สวรรค์แทน ได้ยินหรือเปล่า"
 "หลังจากงานพิธี ความหวาดกลัวของชาวบ้านก็ลดน้อยลงไป ตามที่คิดพะยะค่ะ"
 "ไปตามหัวหน้าองครักษ์มา"
 "พะยะค่ะ"
 แทชอง นำยามาถวายองค์ชายน้อย "ยาที่ให้เสวย พอให้องค์ชายหลับสนิทถึงเช้าพะยะค่ะ แต่ว่า ถ้าพรุ่งนี้เช้ายังไม่รู้สึกพระองค์ ก็อาจสิ้นพระชนม์จริงๆ"
 คูชูนำองค์ชายน้อยเข้ามา "ฝ่าบาท องค์ชายมาแล้วพะยะค่ะ"
 " เอาเขามาซิ ตั้งแต่วันนี้ไป เขาจะไม่ใช่ลูกข้าและไม่ใช่น้องเจ้า จงพาเขาไปเมือง "โชบุน" เลี้ยงดูอย่างคนธรรมดาสามัญ ถือว่าได้ตายจากญาติพี่น้องไปหมดสิ้น ฉะนั้นชื่อของเขา ให้ชื่อว่า "มูยุล" ซึ่งแปลว่าไม่มีเลือดเนื้อและจิตวิญญาณ เจ้าเองก็ต้องตัดขาดกับเขาเหมือนกัน เพราะเป็นทางเดียวที่จะปกป้องเขาไว้ จงอย่าลืมซะ"
 "เสด็จพ่อ" องค์ชายแฮเมียงอึ้ง
 "เดินทางได้แล้ว" พระราชายูริทรงมองตามแล้วร้องไห้
 องค์ชายแฮเมียงนำองค์ชายน้อยมาหาเฮยา ซึ่งเฮยาได้ยินเสียงองค์ชายแฮเมียงก็ต่อว่าทันที
 "บอกแล้วว่า ต่อไปไม่ขอพบองค์ชายอีก"
 "ข้า มีเรื่องจะมารบกวน เจ้าช่วยข้า เลี้ยงเด็กคนนี้หน่อยได้ไหม"
 "เขาเป็นใคร"
 "ข้า พูดอะไรไม่ได้และอย่าถามมากเลย แต่ว่า ชื่อของเด็กคนนี้ คือมูยุล"
 "ถ้าเด็กคนนี้ จะกลายเป็นสายสัมพันธ์ระหว่างเรา งั้นข้า คงไม่อาจเลี้ยงเขาไว้ได้ พากลับไปซะ"
 "ไม่ใช่ ตั้งแต่วันนี้ไป ข้าจะตัดขาดกับเด็กคนนี้ และต่อไป จะไม่มีวันมาหาเขา โปรดช่วยเลี้ยงไว้ด้วย"
 วันเวลาผ่านไป มาวังทูลถามองค์ชายแฮเมียงว่า
 "ไม่ทรงเบื่อบ้างหรือ"
 "หึ เบื่ออะไร"
 "ก็อยู่เมืองโชบุนตั้งสิบกว่าปี จนวันนี้ ยังเป็นแค่องค์ชายอยู่ เมื่อไหร่จะได้เป็นพระราชาซะที"
 " เฮ่อๆๆ ท่านก็ยังพูดจาโผงผางอยู่ เรื่องแบบนี้ไม่ควรถามข้า แต่ต้องไปถามฝ่าบาทต่างหาก ว่าเมื่อไหร่จะสวรรคต เฮ่อๆๆ เล่าเรื่องพูยอให้ฟังหน่อยซิ"
 "หึ ถ้าหม่อมฉันเดาไม่ผิด อีกไม่นานแคว้นพูยอต้องยกทัพมาแน่ และศึกนี้จะไม่เหมือนครั้งก่อนๆ คือโจมตีทุกด้าน ถึงตอนนั้น โกคูรยอก็จะแย่ เพราะทหารที่เรามี ไม่สามารถต่อกรกับพูยอได้เลย"
 "กล้าพูดแบบนี้ต่อหน้าองค์ชายแห่งโกคูรยอหรือ"
 "ทำไงได้ หม่อมฉันเป็นคนตรงนี่นา" องค์ชายแฮเมียงทรงหัวเราะ
 "และมันก็เป็นเรื่องจริงด้วย หม่อมฉันยังได้ข่าวที่น่าสนใจมาจากแคว้นพูยออีก เคยได้ยิน เกี่ยวกับเรื่องนักรบทมิฬมั้ย"
 "นักรบทมิฬหรือ"
 " ใช่ เป็นหน่วยรบพิเศษของอ๋องเทโซ ถูกฝึกจนชำนาญการสู้รบ มีไว้ลอบสังหารผู้นำชนเผ่าหรือไม่ก็รัชทายาท ไม่แน่ว่าตอนนี้ในเมืองโชบุนก็มีคนพวกนี้แอบแฝงอยู่ องค์ชายต้องระวังให้มากนะ หึ หม่อมฉันขอถามอะไรหน่อยได้ไหม พระชายาก็สิ้นพระชนม์นานแล้ว ทำไมองค์ชายยังครองตัวเป็นโสด หรือว่ายังไม่ลืมเฮยาใช่ไหม"
 องค์ชายแฮเมียงไม่ตอบ เพียงหัวเราะ
0000000000000000
 มู ยุลเติบโตขึ้น มีเพื่อนสนิทคือ มาโน ทั้งสองไปเชียร์แข่งเต่าจนได้เงินมากมาย จนพักโซ หัวหน้านักเลงกับลูกน้องเริ่มจ้องมาที่มูยุลกับมาโน
 มาโนลบอกมูยุล "เฮ่อๆๆ  ดูซิ ได้เงินตั้งเยอะ หักจากที่วันก่อนเสียไปยังได้เกินมาตั้ง 50 ตำลึง"
 "นี่ ตอนนี้ เราไปเที่ยวซอย "ซาวอน" ดีกว่า"
 "นั่นเป็นแหล่งเริงรมย์ไม่ใช่หรือ"
 มูยุลมองท้าทาย "ทำไม ไม่กล้าหรือ"
 "ไม่ใช่อย่างงั้น แต่เราต้องรีบกลับไป ไม่งั้นถ้าให้หัวหน้ารู้เข้าละก้อ"
 "ข้า จะออกจากถ้ำนั้นแล้ว"
 มาโนตกใจ "หา"
 "ข้าไม่อยากอยู่ในถ้ำเขียนภาพตลอดชีวิต อยากออกไปเปิดหูเปิดตา ดูชนเผ่าต่างๆ จะไปเที่ยวเทียนเฉาด้วย"
 "หัวหน้ายอมให้เจ้าไปก็แปลกล่ะ"
 "ข้าหนีไปก็ได้"
 "หา ทำไมมีความคิดแบบนี้ล่ะ หือ"
 มูยุลสะกิด "นี่ มีคนแอบตามเราอยู่ อย่าหันไปมอง"
 ว่าแล้วมูยุลก็ชวนมาโนรีบเดินไป ก่อนจะดักจับคนที่แอบตามมา
 "ลุกขึ้นมา อยู่เฉยๆ อย่าขัดขืน ต้องการอะไรจากเรา พูดเร็ว ไม่พูดใช่ไหม หา"
 มาโนปราม "มูยุล"
 แล้วจู่ๆ พักโซก็ออกมาป้องลูกน้อง มาโนตกใจ
 "พวก พวกเจ้า เป็น เป็นใครน่ะ หา"
 "ไม่รู้จริงหรือว่าข้าเป็นใคร"
 "แล้ว ต้องการอะไรจากเรา"
 "ข้าต้องการอะไร พวกเจ้าน่าจะรู้ไม่ใช่หรือ เอามาเร็ว จะให้ตัดมือถึงยอมส่งมาหรือไง"
 มาโนอึกอัก "เอ่อ หึ"
 "ทำไมน้อยขนาดนี้ ค้นตัวซิ" พักโซสั่งลูกน้อง
 ลูกน้องค้นตัว มูยุลร้อง "อย่ายุ่งน่ะ หึ อย่าเอานี่ไป โอ๊ะ โอย"
 มูยุลถูกพักโซปราบ พอได้เงินก็สั่งให้ไปได้ แต่มูยุลฮึดสู้
 "เอามานี่นะ เอาสร้อยมา ปล่อยซี่"
 มาโนถูกซ้อม "โอ๊ย"
 "บอกให้เอามา อ๊าก โอ๊ย"
 พักโซสั่ง "ซ้อมเข้าไป อัดมันให้หนัก"
 มูยุลกับมาโนกลับมาที่ถ้ำก็ถูกลงโทษ คนงานช่วยกันขอร้องเฮยาให้พอ
 "ท่านอย่ายุ่ง" เฮยาว่า
 "เอ่อ ลงโทษตั้งนาน พวกเขาคงสำนึกผิดแล้ว ปล่อยพวกเขาเร็ว"
 มูยุลกับมาโนหอบ เฮยายังโกรธ
 " ข้าเคยบอกแล้วใช่ไหม คนที่ไปข้างนอก สัมผัสกับสิ่งชั่วร้ายมา จะกลับมาเขียนภาพไม่ได้อีก ที่แห่งนี้ เป็นสุสานของอดีตพระราชาจูมง อยู่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ยังกล้าทำการละเมิด ก็ต้องถูกลงโทษอย่างหนัก"
 มูยุลโดนอีกก็ร้องลั่น "โอย"
 "พวกเจ้าจะถูกคุมขังจนกว่าจะหมดกลิ่นอายแห่งความชั่วร้าย เอาตัวพวกเขาไปขังไว้ในเรือนจำ"
 "ถ้าไม่คู่ควรจะเขียนภาพอีก งั้นข้าไม่เขียนก็ได้ หึ ปล่อยข้าออกไปได้ไหม"
 มาโนตกใจ "มูยุล"
 "ยังจะพูดเหลวไหลอีก ยืนเฉยทำไม เอาตัวไปเร็วเข้า"
 "ปล่อยข้าเถอะ  ถ้าให้อยู่ในสุสาน ข้าขอออกไปคลุกคลีกับสิ่งโสโครกดีกว่า ข้าไม่อยากอยู่นี่อีกแล้ว" มูยุลว่า
 "ยังไม่รีบหุบปากอีก เอาตัวไปเร็ว เร็วซี่ ชักช้าอยู่ได้"
 มูยุลหาทางหนีออกไปพร้อมกับมาโน แต่เกิดมีคนร้ายบุกเข้ามาทำร้ายคนในถ้ำ มาโนจึงชวนมูยุลกลับไปช่วย
 เฮยาเห็นทั้งสองก็งุนงง "พวกเจ้าอยู่ในเรือนจำไม่ใช่หรือ ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้"
 มู ยุลหอบ เฮยาสั่งต่อว่า "รีบไปเมืองโชบุนเดี๋ยวนี้ เอาหนังสือนี่มอบให้องค์ชายแฮเมียง ถ้าแสดงป้ายนี้ จะได้พบองค์ชายทันที รีบไปซี่"
 มาโนรับคำ "อึมๆ"
 เฮยาสั่งมูยุล "หึ ส่วนเจ้า อยู่ในนี้ห้ามออกไปไหน"
จบ 2

มูยุล มหาบุรุษพิชิตแผ่นดิน 3
 พระราชายูริทรงฝันร้ายถึงเรื่องราวต่างๆ ทรงตกใจตื่น
 " เราจะใช้เลือดของเขา ระงับความโกรธของสวรรค์เบื้องบน ข้าจะลงมือ เอาเลือดของลูกชายข้า ลบล้างอาเพททั้งหลายที่เกิด จงพาเขาไปเมือง "โชบุน" เลี้ยงอย่างคนธรรมดาสามัญ ถือว่าได้ตายจากญาติพี่น้องไปหมดสิ้น และชื่อของเขา ให้ชื่อว่า "มูยุล" แปลว่าไม่มีเลือดเนื้อและจิตวิญญาณ"
 คนร้ายทำร้ายมูยุล และขู่เฮยาว่าถ้าไม่บอกว่าสุสานจูมงอยู่ที่ไหนจะฆ่ามูยุลก่อน
 "สุสานจูมงอยู่ไหน"
 "สุสานของอดีตพระราชา เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ หน้าไหนกล้าย่ำยี มันจะไม่ได้ตายดี"
 "เป็นหรือตายเป็นเรื่องของข้า เจ้าแค่พาข้าไปถึงที่ก็พอ"
 เฮยาจำต้องพาไป เพราะไม่ใช่นั้นมูยุลอาการแย่มาก พอถึงที่หมาย หัวหน้าคนร้ายก็สั่งลูกน้องว่า
 "เข้าไปในสุสาน ข้างในจะมีกระบี่เล่มหนึ่ง ไปเอามาให้ข้า"
 พวกคนร้ายเข้าไปกันหลายคน แต่กลับออกมาคนเดียว
 "เกิดอะไรขึ้น"
 เฮยาจึงบอกว่า "ข้าเคยเตือนแล้วนี่นา ถ้าใครคิดย่ำยี มันจะไม่ตายดี"
 "โอ๊ะ ข้างใน มีค่ายกล พวกเราตายหมดเลยครับ" พูดจบก็ตาย
 "เจ้าต้องเข้าไปเองแล้ว" คนร้ายสั่งเฮยา
 "ไม่มีประโยชน์หรอก ข้าเข้าไป ก็จะฆ่าตัวตายต่อหน้าแท่นบูชา"
 "แต่ถ้าไม่เข้าไปเดี๋ยวนี้ ข้าจะตัดหัวเจ้าก่อน"
 มูยุลว่า "เดี๋ยวก่อน หึ ข้าเข้าไปเอง จะเอากระบี่มาให้ท่าน"
 เฮยาตกใจ "มูยุล"
 "ไม่ต้องห่วง ข้าจะเข้าไปเอง"
 "เจ้าคิดง่ายเกินไป ถ้าใครกล้าล่วงเกิน สุสานของอดีตพระราชา งั้นก็สู้ ตายอยู่ตรงนี้ดีกว่า"
 " คนตายไปแล้วยังจะถือกฎอะไรอีก ข้าอยู่ในถ้ำนี้ตั้งแต่เด็ก เรื่องอะไรจะยอมตายในที่นี้ ข้าต้องอยู่ต่อไป มีชีวิตอยู่ ถึงสามารถช่วยท่านได้ หึ"
 เฮยาร้องไห้ "มูยุลๆ ฮือๆๆๆ"
 มูยุลนึกถึงสมัยเด็กที่เขากับมาโนเข้ามาเจอชายแก่คนหนึ่ง มูยุลถามว่า
 "ท่านปู่มาทำอะไรที่นี่ครับ"
 "ข้าหรือ เฮ่อๆๆ ข้ามีหน้าที่ คอยเฝ้าสุสานของพระราชาจูมง หึๆๆ"
 "เมื่อกี้เห็นท่านทำอะไรอยู่ครับ"
 "แหะๆๆ อยากรู้มากหรือไง แหะๆๆ ดูให้ดีล่ะ เฮ่อๆๆ อึ้บ"
 มูยุลดูอย่างตื่นตาตื่นใจ "โห"
 "เฮ่อๆๆ พวกนี้เขาเรียกว่าค่ายกล ค่ายกลที่ข้าสร้างขึ้น แม้แต่ "แฮวา" ก็ไม่มีทางทำลาย  เฮ่อๆๆ"
 "แฮวา เป็นใครหรือครับ"
 "สมัยก่อนนานมา เป็นขุนนางคนหนึ่งของพระราชา "ทัมกุง" ลือกันว่าเชี่ยวชาญเรื่องค่ายกลเป็นที่หนึ่ง เฮ่อๆๆ"
 มูยุลเข้าไปในสุสานนานแล้ว คนร้ายจึงหันมา คิดจัดการกับเฮยา โชคดีที่มาโนพาองค์ชายแฮเมียงมาช่วยไว้ทัน และจัดการกับคนร้าย
 มาโนถามเฮยา "เป็นไงบ้างครับ"
 องค์ชายแฮเมียงเข้ามาดูเฮยา "หึ เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม"
 "ไม่เป็นไร"
 มาโนถาม "มูยุลล่ะครับ ตอนนี้เขาอยู่ไหน"
 "เด็กคนนั้น เกิดอะไรขึ้นหรือไง"
 เวลานั้นมูยุลบาดเจ็บหนัก องค์ชายแฮเมียงมองเข้าไปในสุสานและกล่าวว่า
 "ข้างในนั้น เต็มไปด้วยค่ายกลสารพัด น่ากลัวมากไม่ใช่หรือ"
 มาโนอึ้ง "งั้น มูยุลจะเป็นไงบ้างครับ มูยุล เขาจะตายหรือเปล่า"
 เฮยามองแฮเมียง "องค์ชาย"
 "ข้าจะไปดูให้เห็นกับตา ว่าเด็กคนนั้นเป็นหรือตายแน่ หลีกไป หึ"
 แต่แล้วมูยุลก็นำกระบี่ออกมาได้ ทุกคนอึ้งและร้องเรียกมูยุล
 แม่ทัพเข้ามารายงานองค์ชายแฮเมียงว่า
 "ค้นตัวคนร้าย เจอของสิ่งนี้พะยะค่ะ"
 องค์ชายแฮดมกลิ่น แม่ทัพกล่าวต่อว่า
 " เรียกว่าผงปลิดชีพ ถ้าใครทำงานล้มเหลว กินเข้าไปจะตายทันที อีกอย่าง เสื้อผ้าที่พวกเขาใส่เป็นชุดหนังแกะ แสดงว่า น่าจะเป็นทหารของแคว้นพูยอ ที่ใส่ในยามหน้าหนาวเท่านั้น ดูจากรูปการณ์ น่าจะมาด้วยคำสั่งอ๋องเทโซเป็นแน่"
 แคว้นพูยอ แชบูทูลพระราชาเทโซว่า
 "นี่คือองครักษ์ที่เพิ่งรับมาใหม่พะยะค่ะ"
 " เลือกคนที่เก่งที่สุดมาประลองกับข้าหน่อย เพราะต่อไปชีวิตข้าจะขึ้นกับพวกเขา ยังไงก็ควรมีอะไรดีบ้างไม่ใช่หรือ ข้าจะทดสอบด้วยตัวเอง"
 ทังโนทูล "เฮ่อๆ ฝ่าบาท งั้นคงต้องเตรียมตัวหน่อย เพราะองครักษ์ชุดนี้ ไม่ใช่ปราบได้ง่ายๆ"
 "ถ้าข้าเป็นฝ่ายชนะล่ะ"
 "หม่อมฉันจะถวายทาสร้อยคนให้ฝ่าบาทดีมั้ย"
 "ก็ดี ถ้าข้าเป็นฝ่ายแพ้ ก็มอบทาสร้อยคนให้ท่านเหมือนกัน งั้นก็เลือกคนเก่งมาให้ข้าเร็วๆ"
 "ฝ่าบาท พวกเขาล้วนผ่านการคัดเลือกจากทหารที่มากประสบการณ์ และต้องฝึกซ้อมอย่างหนักจนมีวันนี้ เกิดทำร้ายฝ่าบาทเข้า"
 "เฮ่อๆๆ ยิ่งใครมาสบประมาทว่าข้าแก่ก็ยิ่งต้องขอลองดู เฮ่อๆๆ เลือกมาซักคนเร็วเข้า"
 เมื่อได้คนประลอง พระราชาเทโซตรัสว่า
 "สัญญาระหว่างเราก็คือ ถ้าเจ้าสามารถชนะข้าได้ จะให้เป็นหัวหน้าองครักษ์ แต่ถ้าแพ้ละก้อ ข้าอาจสั่งประหารเจ้าก็ได้"
 ปรากฏว่าทหารคนนั้นล้มพระราชาเทโซได้ ทรงแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าองครักษ์ และยังมอบทาสให้ทังโนอีกร้อยคน พร้อมตรัสว่า
 "แต่ข้ามีงานสำคัญอย่างหนึ่งอยากให้ท่านช่วยหน่อย"
 "เชิญรับสั่งมาได้"
 "ไปดูความเคลื่อนไหวของทหารตามชายแดนและประเมินสถานการณ์ด้วย"
 "หม่อมฉัน น้อมรับพระบัญชา"
 ขุนนางเข้ามาทูลว่าหัวหน้ากลุ่มนักรบทมิฬกลับมาแล้ว พระราชาเทโซรีบออกไปสอบถามผลงาน พอทราบว่าล้มเหลวก็ทรงโกรธมาก
 แชบูรีบเตือน "ฝ่าบาทอย่าทรงกริ้วเลย"
 " เราใช้เวลาเป็นสิบปีในการหาสุสานของจูมง เพื่อกระบี่เล่มเดียว ข้าต้องทุ่มเทขนาดไหน แล้วมาบอกว่าล้มเหลวงั้นหรือ กว่าจะฝึกนักรบทมิฬขึ้นมา ข้าต้องเสียอะไรไปบ้าง แล้วจู่ๆ ก็ตายหมดซะอย่างงั้น หึ ถ้าไม่สามารถหากระบี่ให้พบ ข้ากับโกคูรยอ จะต้องเปิดศึกในเร็ววันนี้ หึ"
000000000000
 ทางด้านพระราชายูริ คูชูนำธนูขึ้นมาถวายให้ทอดพระเนตร
 "ธนูคันนี้ ทำจากไม้ "ถานมู่" จึงยิงได้ไกลกว่าปกติถึง 4 เท่า"
 "ถ้าจะผลิตเพิ่มขึ้นแล้วส่งให้ทหารใช้ ต้องใช้เวลาแค่ไหน"
 "ปัญหาอยู่ที่เวลาในการผลิต ถึงเร่งยังไงก็ต้องใช้เวลาถึง 2 ปีพะยะค่ะ"
 "ยอจิน"
 "พะยะค่ะ"
 "ไปเอากระบี่มาซิ ข้าอยากดูว่าเพลงกระบี่เจ้าก้าวหน้าถึงไหน ตั้งใจฝึกหรือเปล่า เอากระบี่ของเจ้ามาเร็ว"
 พระมเหสีมียู พระมเหสีองค์ใหม่ทรงดุ "ยืนเฉยทำไม ไปเอามาสิ"
 องค์ชายยอจินทูลว่า "วันนี้ หม่อมฉันไม่ได้พกกระบี่ ที่ทรงประทานมาด้วย"
 "ไม่ได้เอามาหรือ อย่าบอกนะว่าทำหายน่ะ"
 " หม่อมฉัน ไม่ชอบเรื่องการต่อสู้ รู้ดีว่าไม่มีพรสวรรค์ ฉะนั้น จึงเอากระบี่ที่ทรงประทาน ไปมอบให้ช่างฝีมือคนหนึ่ง เพื่อแลกกับสิ่งที่หม่อมฉันต้องการ"
 พระราชายูริทรงโกรธ "เป็นถึงองค์ชายแท้ๆ กลับไม่เห็นความสำคัญของกระบี่ ข้าเคยสั่งไว้ ต้องเก็บรักษาให้ดีไม่ใช่หรือ ของที่เอากระบี่ไปแลก มันคืออะไรบอกมาซิ"
 องค์ชายยอจินอึกอัก นำออกมาให้พระราชายูริทอดพระเนตร
 "นี่มันเป็นเครื่องประดับนี่"
 "หม่อมฉันทำเองพะยะค่ะ หม่อมฉัน เอากระบี่ไปให้ช่างคนนั้น เพื่อแลกความรู้ในการทำเครื่องประดับ"
 พระราชายูริทรงหัวเราะออกมา "ฮ่าๆ ฮ่าๆ ทำได้ขนาดนี้ ให้เจ้าเป็นช่างฝีมือก็คงดีไม่น้อย"
 "ถ้าฝ่าบาททรงอนุญาต หม่อมฉันก็อยากเป็นช่างฝีมือ หม่อมฉันจะสร้างสรรค์ ของใช้ในงานพิธีต่างๆ"
 พระ มเหสีมียูดุ "พูดเหลวไหลน่ะ ฝ่าบาท ให้โอกาสลูกคนนี้ ได้แสดงผลงานบ้างเถอะเพคะ เพราะวันๆ ไม่มีอะไรทำ ถึงได้สนใจแต่เรื่องไร้สาระ"
 "ถ้าเจ้าสนใจทางนี้ ก็ไปห้องงานฝีมือ ประดิษฐ์สิ่งของไว้สำหรับงานพิธี นั่นก็มีความหมายเหมือนกัน"
 "พะยะค่ะ หม่อมฉันจะทำให้ดี"
 เมื่อเสด็จออกมาแล้ว พระมเหสีมียูทรงดุองค์ชายยอจินอีก
 "เครื่องประดับหรือ เป็นถึงองค์ชายแท้ๆ กลับสนใจเรื่องเครื่องประดับ"
 "นั่นเป็นสิ่งที่หม่อมฉันชอบ"
 " ยังไม่รีบหุบปากอีก หึ องค์ชายใหญ่มีศัตรูรอบด้าน เกิดวันไหนเขาเป็นไรไป ใครจะขึ้นเป็นรัชทายาทแทน คือเจ้าเท่านั้น เพราะฉะนั้น เลิกสนใจสิ่งที่ไร้แก่นสารต่อชีวิตซะที"
 เคยูมาเฝ้าปากถ้ำและชวนแม่ทัพคุย เขาถามท่านแม่ทัพว่า
 "ว่าแต่ หัวหน้าช่างเขียน เป็นอะไรกับองค์ชายหรือครับ"
 "หัวหน้าช่างเฮยา เป็นนางในขององค์ชายโทจู"
 เคยูตกใจ "หา องค์ชายโทจู คือเชษฐาที่สิ้นพระชนม์ขององค์ชายแฮเมียงนี่"
 " อึม หลังจากองค์ชายโทจูสิ้นพระชนม์ ตามหลักเฮยาต้องถูกฝังด้วย แต่องค์ชายทรงช่วยนางไว้ เลยทำให้องค์ชาย ถูกมองว่าพอพระทัยหญิงที่เป็นสมบัติของพระเชษฐา"
 "จริงๆ พวกเขา ก็พอใจกันและกันอยู่"
 องค์ชายแฮเมียงมีรับสั่งกับเฮยาว่า
 " ข้าได้สั่งเพิ่มกำลังทหาร มาเฝ้าอยู่หน้าถ้ำแล้ว เจ้าคงจะวางใจได้ หลายปีนี้ เพราะข้าเลินเล่อเกินไป นึกว่าอยู่ห่างเจ้านั่นคือการปกป้อง ต่อไปจะไม่ทำอย่างงั้นอีก"
 "องค์ชาย โปรดอย่าเปลี่ยนความตั้งใจ" 
 "เฮยา"
 " เพราะหม่อมฉัน ทำให้องค์ชายลำบากมามาก และทรงเป็นทุกข์ จำไม่ได้แล้วหรือเพคะ หม่อมฉัน ไม่อยากเป็นอุปสรรค ต่ออนาคตขององค์ชาย แต่จนวันนี้ หม่อมฉันมีเรื่องขอร้อง บอกฐานะมูยุลให้หม่อมฉันรู้ เด็กคนนี้ สามารถเข้าถึงแท่นบูชา ที่ใครก็ไม่อาจเข้าถึงจนได้กระบี่ออกมา แม้ว่าหม่อมฉัน จะรู้ว่า เขาคงไม่ใช่คนธรรมดา แต่นี่ก็ทำให้ตกใจมากแล้ว เขาเป็นใครหรือเพคะ จริงๆ แล้ว เขาเป็นอะไรกับองค์ชายหรือเปล่า"
 "ตอนนี้ ข้ายังบอกอะไรเจ้าไม่ได้ ถึงเวลาก็จะรู้เอง จงอย่าถามอีกเลย"
 " หม่อมฉันจนปัญญา ไม่อาจสั่งสอนเขาให้ดีได้ เด็กคนนี้ คิดจะออกไปอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่เขา สนใจต่อโลกภายนอกนั้น หม่อมฉันไม่รู้จะห้ามยังไงดี ต่อไป ให้องค์ชายสอนเขาเองดีกว่า"
 องค์ชายแฮเมียงมาบอกเคยูว่าจะให้สอนมูยุลกับมาโนฝึกดาบ และเมื่อมูยุลกับมาโนมาพบเคยู เขาก็แนะนำตัว
 " ข้าชื่อ เคยู นับแต่วันนี้ไป ชีวิตของพวกเจ้าจะอยู่ในมือข้า หรือก็คือ ข้าบอกให้ไปตายก็ต้องตาย บอกให้อยู่ก็ต้องอยู่ เอาล่ะ เรามาเริ่มได้แล้ว เด็กๆ"
 "ครับ ท่านแม่ทัพ"
 "เอากระบี่ให้พวกเขายืม"
 มาโนรับมาแล้วร้อง "อุ๋ย"
 " หึ นั่นคือกระบี่ของแท้ จะเอามาฆ่าข้าก็ตามสบาย แต่ถ้าฆ่าข้าไม่ได้ละก้อ ข้าอาจฆ่าพวกเจ้าแทนก็ได้ มองอะไร เข้ามาซี่ เฮ่อ พลาดโอกาสที่ข้ามอบให้ซะแล้ว ถึงทีข้าบ้างล่ะ เฮ้ย"
 และเมื่อทดสอบฝีมือแล้วเคยูก็สั่งให้ทั้งสองไปอยู่คอกม้า
 มา โนบ่น "โอ๊ย ข้าไม่อยากทำอีกแล้ว ออกจากถ้ำมาเพื่ออะไร วันๆ มีแต่เก็บอึม้ากับซักผ้า วันดีคืนดีก็ถูกซ้อมแทบกระอัก ข้าขอกลับไปดีกว่า ไปกับข้าเถอะนะ หือ"
 "อยากไปก็ไปเอง ข้ามีงานต้องทำอีก"
 "งานอะไร"
 "ก่อนอื่น คือเอาชนะเคยู เรื่องอื่นข้าไม่อยากคิด คิดแต่จะชนะเขายังไง แค่นี้ก็พอแล้ว"
 "เจ้าเพี้ยนแล้วหรือไง ฝีมือเขาอยู่ในเมืองโชบุนแทบไม่มีใครสู้ได้  แล้วเจ้าจะชนะได้ไง"
 "ซักวันหนึ่ง คงชนะได้"
 "วันนั้นคือวันไหนเล่า ถ้ายังทำงานอยู่อย่างงี้ โอ๊ย อยากจะบ้า อะไรก็ไม่รู้"
 มู ยุลกับมาโนได้พบกับพักโซ มูยุลคิดจะทวงสร้อยคืน พอดีเขาเห็นเคยูจึงขอให้ช่วย ว่าแล้วมูยุลก็บุกเข้าไปทวงสร้อย แต่กลับถูกพักโซอัดไม่เป็นท่า แถมเคยูก็ไม่ช่วย เขาจึงต่อว่า แต่เคยูบอกว่า
 "เมื่อกี้บอกว่าจะช่วยเราไม่ใช่หรือ" มูยุลต่อว่า
 " ใช่ แต่ว่า ข้าไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นนักเลงหัวไม้ ในฐานะแม่ทัพแห่งโกคูรยอ จะให้ลดตัวไปสู้กับอันธพาลได้ไง เรื่องแค่นี้ พวกเจ้าก็จัดการเองสิ เฮ่ย"
 มูยุลโกรธแทบจะกินเลือดกินเนื้อ แต่เคยูกลับชอบใจ
 "ดีมากเจ้าหนุ่ม ข้าอยากเห็นแววตาแบบนี้ เมื่อมีแววตาเคียดแค้นแล้ว พรุ่งนี้เราก็เริ่มฝึกการต่อสู้ได้"
 องค์หญิงเซยูแอบเสด็จออกมาชมการค้าในเมืองหลวง องค์ชายแฮเมียงทรงเห็นก็เข้ามาทัก
 "หึ เจ้าพี่"
 "เฮ่อๆๆ เซยู ข้าเคยบอกแล้วไงว่า อย่าไปข้างนอกคนเดียว"
 "ก็มันเบื่อนี่นา อยู่ในวังทุกวัน เหมือนนกน้อยในกรงทอง"
 "เฮ่อๆ เจ้าน่าจะออกเรือนได้แล้ว พี่จะหาคนดีๆ ให้ หึๆ"
 "ข้าน่ะ มีคนที่ชอบพออยู่แล้ว"
 "หือ พี่รู้จักด้วยหรือเปล่า"
 "รู้จักสิ เจ้าเมืองโชบุนไงล่ะคะ หึๆ"
 "เฮ่อๆๆ อำพี่เก่งนักนะ เฮ่อๆๆ"
 องค์หญิงเซยูหัวเราะชอบใจ
 องค์ชายแฮเมียงเข้าเฝ้าพระราชายูริ ทรงตรัสถามว่า
 "มีคนบุกรุกสุสานหลวง รู้หรือเปล่าว่าเป็นฝีมือพวกไหน"
 "คิดว่าเป็นนักรบทมิฬ ของอ๋องเทโซพะยะค่ะ"
 "นักรบทมิฬหรือ"
 " ใช่ ได้ยินว่าหลายปีนี้ อ๋องเทโซได้ซุ่มฝึกปรือนักรบกลุ่มหนึ่ง เพื่อทำหน้าที่สอดแนมในประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากฝีมือสูงแล้ว ยังไปมาว่องไว ปกติ จะขึ้นตรงต่ออ๋องเทโซ ให้ทำงานอย่างลับๆ พะยะค่ะ ฝ่าบาท สุสานหลวง เป็นที่ๆ แม้แต่ชาวโกคูรยอยังไม่รู้จัก และไปไม่ถูกด้วยซ้ำ แต่กลับมีคนนอกไปบุกรุก ก็มีแต่ชาวพูยอเท่านั้น และการเจาะจงไปยังที่นั้น จุดประสงค์เพื่ออะไร ไม่บอกก็รู้อยู่แล้ว"
 "ต้องการกระบี่ของพระราชาจู มง เพราะเทโซมีความเชื่อว่า ใครได้ครอบครองกระบี่เล่มนี้ก็จะเป็นจ้าวแห่งดินแดนทางเหนือ จึงต้องการเอากระบี่ไป จากนั้นค่อยมาตีโกคูรยอของเรา"
 "ถ้าเขามีแผนแบบนี้จริง เราต้องหาทางรับมือนะพะยะค่ะ"
 "หัวหน้าองครักษ์อยู่มั้ย"
 แทชองเข้ามา "พะยะค่ะ"
 "ไปตามท่าน แพกึย มาพบข้าเดี๋ยวนี้"
 คูชูอธิบายให้องค์ชายแฮเมียงฟังว่า
 "หึ คนๆ นี้ก็คือแพกึย เป็นลูกบุญธรรมของหัวหน้าเผ่าพีรู ฝ่าบาททรงแต่งตั้งให้เป็นอำมาตย์ฝ่ายขวา"
 "ลูกชายหัวหน้าเผ่าพีรู ได้เป็นถึงอำมาตย์ ทำไมมอบตำแหน่งแบบนี้ ให้คนของเผ่าพีรูได้ล่ะ"
 " หม่อมฉันก็เคยทูลเตือนฝ่าบาท แต่ทรงโปรดปรานและไว้วางพระทัยเขามากกว่าใคร ทุกวันนี้ ไม่ว่าราชกิจใหญ่น้อยก็ทรงหารือกับแพกึยคนเดียว"
ทางด้านแพกึยทูลพระราชายูริว่า
 " ทุกวันนี้เทียนเฉาถูกบรรดาพระญาติกุมอำนาจไว้หมด จนไม่แก่ใจไปยุ่งกับพูยอ ยิ่งเทียนเฉาวุ่นวายเท่าไหร่ พูยอก็จะฉวยโอกาสมาตีเรา เราคงไม่มีทางรับมือได้"
 "ฝ่าบาท หม่อมฉันแทชอง"
 "เข้ามา"
 "ฝ่าบาท พูยอส่งทูตมาพะยะค่ะ" แทชองทูล
 แช บูเข้าเฝ้าพระราชายูริ "ทรงสำราญดีมั้ยพะยะค่ะ หม่อมฉันนำราชสาส์นจากอ๋องเทโซมาถวาย ทรงมีรับสั่งว่า เพื่อมิตรภาพที่ดีต่อกัน ขอเชิญพระราชาโกคูรยอเสด็จไปพบฝ่าบาทของเราซักครั้ง"
 คูชูโมโห "ช่างบังอาจสิ้นดี กล้ามาสั่งฝ่าบาทของเราเชียวหรือ"
 " จ้าวแห่งภาคเหนือมีคนเดียว คืออ๋องเทโซแห่งแคว้นพูยอ ต่อมาถึงมีท่านจูมง อ้างตัวเป็นโอรสแห่งสวรรค์ สถาปนาเป็นพระราชา พฤติกรรมที่โอหังแบบนี้ ฝ่าบาทของเราจะไม่นิ่งดูดายอีก"
 แทชองโกรธ "หุบปากเดี๋ยวนี้ กล้ามาเพ้อเจ้อ อยากตายหรือไง"
 พระราชายูริรับสั่งว่า "เจ้าถอยไป"
 "เสด็จไปพบอ๋องเทโซ แล้วยอมอ่อนข้อซะดีกว่า มีแต่ทางนี้ถึงจะช่วยโกคูรยอได้"
 องค์ชายแฮเมียงทรงคัดค้าน "ฝ่าบาทจะเสด็จไปพูยอ ไม่ได้ อย่าไปนะพะยะค่ะ"
 แพกึยแย้งว่า "ถ้าไม่ไป สงครามก็จะเกิดขึ้น ถ้าฝ่าบาทไม่ยอมเสด็จไป ก็เท่ากับว่า เราจะประกาศศึกกับแคว้นพูยอ"
 องค์ชายแฮเมียงขึ้นเสียง "ประกาศก็ประกาศไปสิ อย่างมากก็แค่ทำสงคราม แม้ว่ากำลังของเราจะน้อยกว่าพูยอ แต่จะยอมรับความอัปยศได้ยังไง"
 แพ กึยปราม "องค์ชาย หม่อมฉันรู้ว่าข้อเรียกร้องของอ๋องเทโซถือว่าเกินไป แต่ว่า ถ้าเราเปิดศึกกับพวกเขาจริง นั่นคือสิ่งที่อ๋องเทโซต้องการจะเห็น แม้เราจะโกรธแค้น แต่นี่ยังไม่ใช่เวลาที่จะประกาศตัวเป็นศัตรูกับพูยอ"
 พระราชายูริทรงเห็นด้วย "ท่านอำมาตย์พูดถูกแล้ว"
 องค์ชายแฮเมียงไม่พอพระทัย "ฝ่าบาท ถ้าเราทำตามข้อเรียกร้อง ก็แปลว่าโกคูรยอยอมเป็นเมืองขึ้นของ พูยอ"
 "ไม่ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ขอเพียงอ่อนข้อแล้วเราได้ประโยชน์,ข้าก็ยินดีเสมอ ข้าจะไปพูยอด้วยตัวเอง ส่งข่าวให้บรรดาหัวหน้าเผ่ารู้ด้วย"
 "พะยะค่ะฝ่าบาท"
 แพกึยมาเข้าเฝ้าองค์ชายแฮเมียงเป็นการส่วนตัว
 "หม่อมฉันคือแพกึย ตามหลักน่าจะมาเฝ้านานแล้ว แต่ติดขัดที่ฐานะก็เลยไม่สะดวก"
 "ข้าไม่รู้ว่าท่านทำยังไงถึงเป็นคนโปรดของฝ่าบาท แต่ข้าไม่ไว้ใจคนของเผ่าพีรู"
 " การที่ฝ่าบาททรงตั้งหม่อมฉันเป็นอำมาตย์ ก็เพื่อคลายความบาดหมางระหว่างราชสำนักกับชนเผ่าทั้งหลาย และตอนนี้ ถึงเวลาที่ควรปรองดองได้แล้ว"
 "ข้าเห็นด้วยกับท่าน เราต้องปรองดองถึงจะแก้ปัญหาของบ้านเมืองให้ลุล่วงได้ แต่เผ่าพีรูของท่าน เหมือนพวกหน้าเนื้อใจเสือ ถ้ากล้าทำอะไรบุ่มบ่ามละก้อ ข้าจะไม่ให้อภัยท่าน จงจำไว้ด้วย"
 แพกึยไปบอกข่าวนี้กับซังกา
 "ยูริจะไปแคว้นพูยอหรือ"
 "ใช่ครับ ข้าเป็นคนสนับสนุนเขาเอง"
 " อึมม์ เจ้าตัดสินใจผิดแล้ว คิดว่าถ้ายูริยอมอ่อนข้อให้เทโซ จะเป็นผลดีหรือผลร้ายต่อเรา ยูริยอมก้มหัวเพื่อรักษาบัลลังก์ของเขาไว้แล้วหลังจากนั้น ถ้าเราคิดการใหญ่หวังโค่นล้มเขาก็จะยิ่งลำบากมากกว่าเดิมอีก เจ้าเป็นคนของเผ่าพีรู ไม่ใช่อำมาตย์ของโกคูรยอ ถ้าได้ตามยูริไปแคว้นพูยอก็ถือโอกาสนี้ สังเกตท่าทีของอ๋องเทโซแล้วมารายงานข้าเข้าใจมั้ย" 
 "ครับ" แพกึยออกไป
 บ่าวของซังกากล่าวว่า "คนๆ นี้ ท่านไว้ใจเขาหรือครับ เขาคิดอะไรอยู่ในใจกันแน่ ข้าแทบอ่านไม่ออกเลย"
 " ฮึ่ม นี่แหละคือเหตุผลที่ข้ารับเขาเป็นลูก รู้จักเก็บงำความรู้สึกทุกอย่าง ขนาดเป็นลูกบุญธรรมข้าแท้ๆ ยังเป็นคนโปรดของยูริได้เลย หึๆๆ"
พระราชายูริเสด็จไปเข้าเฝ้าพระราชาเทโซ
 "ทรงสำราญดีมั้ยพะยะค่ะ"
 "เดินทางมาไกลคงเหนื่อยสินะ"
 "มียาที่กินแล้วช่วยให้อายุยืน ส่วนของใช้ที่ผลิตจากหยก ก็เป็นสิ่งมงคลที่หายาก ขอฝ่าบาทจงมีพระชนม์ยืนยาว"
 " โกคูรยอ ว่าไปก็คือเมืองน้องที่แยกตัวไปจากพูยอของเรา เมื่อน้องยอมมาฝากเนื้อฝากตัวก็ถือเป็นเรื่องน่ายินดี ในเมื่อเป็นคนกันเอง ให้จัดงานเลี้ยงเต็มที่หน่อยนะ"
 แชบูน้อมรับ "พะยะค่ะ"
 พระราชาเทโซ ตรัสต่อว่า "เป็นสิ่งมงคลสื่อถึงความมีอายุยืนหรือ เฮ่อๆๆ ข้ากับจูมงเป็นพี่น้องที่โตด้วยกันมา เจ้าก็คือหลานข้า ต่อไปจะเรียกลุงก็ได้นะ"
 "คำสอนของเสด็จลุง หม่อมฉันจะจำใส่ใจไว้"
 " ข้าน่ะ เหมือนได้ลูกหลานมาเพิ่มอีกคน เฮ่อๆๆ ได้ข่าวว่าวันที่จูมงตาย มีมังกรเหินลงจากฟ้า และเขาก็ขี่มังกรขึ้นสวรรค์ไป จริงหรือเปล่า"
 "นั่นเป็นคำพูดของชาวบ้าน ที่ลือกันส่งเดช"
 " นั่นสิ ข้าก็ว่างั้น คนธรรมดาตายไป จะมีมังกรมารับไปขึ้นสวรรค์ได้ยังไง ขนาดผู้ยิ่งใหญ่อย่างจูมง สุดท้ายยังไม่พ้นความตาย ทิ้งอำนาจให้อยุ่เบื้องหลัง แต่ว่าถ้าต้องการเสวยอำนาจต่อไปละก้อ เจ้าคงต้อง ยอมก้มหัวให้กับแคว้นพูยอของเรา แล้วสงครามก็จะไม่เกิดขึ้น เข้าใจหรือเปล่า"
 "เข้าใจพะยะค่ะ หม่อมฉัน ยินดีสวามิภักดิ์ต่อพูยอ"
 "เฮ่อๆๆ จะให้ข้า เชื่อคำพูดของลูกชายจูมงได้ยังไง"
 "ถ้าอย่างงั้น หม่อมฉันจะแสดงให้เห็นถึงความจริงใจ"
 ทางด้านมูยุลกับมาโนก็กำลังฝึกซ้อมกับเคยูอยู่ เคยูบอกทั้งสองว่า
 " วันนี้ข้าจะทดสอบความก้าวหน้าในการฝึกของพวกเจ้า ใครอยากสุ้กับข้าก็ออกมา ไม่ว่าจะใช้วิธีไหน ขอเพียงสามารถเอาชนะข้า ข้าจะแถมเบี้ยหวัดให้หนึ่งเดือน หึ แต่ละคนช่างใจเสาะจริงๆ หึ ออกมา"
 "ท่านบอกว่า ใช้วิธีอะไรก็ได้ใช่ไหม" มูยุลถาม
 "แน่นอน"
 มูยูลย้ำ "พูดจริงหรือเปล่า"
 "ทำไมจะไม่จริง จะสู้ยังไงก็แล้วแต่เจ้า ใช้อาวุธชนิดไหน หรือแม้แต่มือเปล่าก็ไม่รังเกียจ โอ๊ะ โอ๊ย"
 แล้วมูยุลก็ชนะเคยู ทำให้ถูกเคยูสั่งให้ไปอยู่หอเตือนภัย มูยุลจึงถามว่า
 "หา ทำไมส่งเราไปที่นั่น"
 "พอใจซะอย่าง อย่าพูดมากให้รำคาญได้ไหม"
 "จะแก้แค้นที่มูยุลชนะท่านใช่ไหม" มาโนว่า
 " บ้าหรือ เห็นข้าเป็นอะไรน่ะ เฮ่ย นั่นเป็นชายแดนที่ติดกับพูยอ ต้องคอยเฝ้าให้ดี อย่าทำเป็นประมาท ไม่งั้นถูกทหารพูยอฆ่าตายไม่รู้ด้วย"
 มาโนบอกมูยุลว่า "นี่ ออกมาก็ดีเหมือนกัน เทียบกับการอยู่ในคอกม้า ถูกคนแกล้งทั้งวัน สู้ไปหอเตือนภัย ห่างไกลผู้คนดีกว่า"
 "ไปก่อนถึงจะรู้"
 "อย่าห่วงเลยน่า ไม่ว่าใครจะอยู่ที่นั่น ข้าก็ประจบเขาได้ หึ"
 และเมื่ออยู่ที่หอเตือนภัย เคยูก็ถามหาน้ำมัน มาโนแปลกใจ
 "น้ำมันอะไรอีกล่ะ"
 "หึ โง่ซะจริง มีแค่ฟืนอย่างเดียวจะจุดไฟได้หรือเปล่า มันต้องราดน้ำมันก่อนไม่ใช่หรือ"
 "เอ่อ เราแค่ เอาของใช้ที่จำเป็นติดตัวมา"
 "เฮ่ย กลับไปอีกรอบซิ"
 มาโนอึ้ง "หา เดี๋ยวก่อน ทางไม่ใช่ใกล้ๆ นะ"
 "บอกให้ไปก็ไปซี่"
 " หึ จะบ้าหรือ หึ" มาโนไปกับมูยุลพลางบ่น "เฮ่ย นี่ ข้าว่าหมอนี่ จงใจเป็นศัตรูกับเราแน่ ว่ามั้ย โอ๊ย ไม่เอาแล้ว ข้าจะไม่ไปไหนอีก ยอมตายอยู่นี่ ดีกว่าฟังคำสั่งบ้าๆ นั่น"
 แต่ระหว่างทางทั้งสองก็เห็นคนกลุ่มหนึ่ง
 "หา เฮ้ย หมอนั่น พวกเขา นั่นไปชายแดนนี่นา นี่ พวกเขาทำอะไร จะข้ามชายแดนไปหรือ.
 "ตามมาเร็ว"
 "ไปไหน นี่ๆ รู้มั้ยว่าเรากำลังจะข้ามแดนแล้ว"
 "เงียบๆ ได้ไหมเล่า" มูยุลดุ
 มูยุลบุกเข้าไปทวงสร้อยคืนจากพักโซ แต่พักโซดุกลับ
 "เจ้านี่มันบ้าจริงๆ แต่คงไม่ได้แล้ว เจ้ามาเห็นความลับของเรา คงต้องตายซะ"
 ทหารเข้ามาจับตัวมูยุลไป มาโนรีบกลับไปบอกท่านแม่ทัพ
 "ท่านแม่ทัพๆ เกิดเรื่องแล้ว หึ มูยุลน่ะครับ เขาถูกทหารพูยอจับไป"
 แม่ทัพรีบทูลองค์ชายแฮเมียง ทรงรับสั่งว่า
 "ไปสั่งการเดี๋ยวนี้ เราจะระดมพล"
 "องค์ชาย"
 "ถ้าให้พวกมันนึกว่าเป็นไส้ศึก อาจจะถูกตัดหัวหมด"
 "งั้นเราส่งสาส์นเจรจาไปก่อน ขอคุยกับแม่ทัพชายแดนแคว้นพูยอก็ได้"
 "กว่าจะเจรจาสำเร็จ มูยุลคงถูกฆ่าไปแล้ว"
จบ 3

มูยุล มหาบุรุษพิชิตแผ่นดิน 4  
 มู ยุลซึ่งถูกควบคุมตัวไปยังชายแดนแคว้นพูยอนั้นถูกทรมานแสนสาหัส ด้วยความที่มูยุลถูกเข้าใจผิดคิดว่าเป็นสายลับ ทำให้มูยุลกำลังตกอยู่ในอันตรายไม่รู้ตายวันตายพรุ่งอย่างไร
 เมื่อ องค์แฮเมียงทรงรู้เรื่องนี้  พระองค์ก็ทรงนำกำลังทหารไปประชิดชายแดนแคว้นพูยอเพื่อช่วยชีวิตมูยุลโดยทรง ไม่คำนึงว่าพระเจ้ายูริกำลังทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับพระเจ้าเทโซที่แคว้นพู ยอ
 แม่ทัพทูลองค์ชายแฮเมียงว่า
 “ถ้าเราข้ามแดนไป จะถอยกลับไม่ได้อีกแล้ว ตอนนี้พวกหัวหน้าเผ่ายิ่งกำลังหาข้ออ้างสารพัดที่จะเล่นงานองค์ชายอยู่ ทำแบบนี้เท่ากับเข้าทางพวกเขานะพะยะค่ะ”
 องค์ชายแฮเมีปยงทรงตรัสว่า "ถอยกลับไป”
 "องค์ชาย ไหนๆ ก็ตัดความสัมพันธ์ไปนานแล้ว ถ้าไง ทรงลืมซะดีกว่า"
 "ข้ามเขา ชอนมา แล้วใช้ทางลัด" พูดจบองค์ชายแฮเมียงก็ออกไปทันที
 อีกด้านหนึ่ง นายกองกล่าวกับยอน
 "ยังไงก็ต้องตายอยู่แล้ว อย่าเสียแรงเปล่าเลย"
 "แม้จะเป็นศัตรู แต่ก็ไม่ควรเห็นชีวิตคนเป็นผักปลานะ" ยอนว่า
 " ที่นี่เป็นชายแดนและเราเป็นทหาร ไม่จำเป็นต้องสงสารศัตรูที่รุกล้ำดินแดนของเรา คุณหนูทำแบบนี้เท่ากับช่วยเหลือคนผิด หากใครกล้าฝ่าฝืนจะถูกลงโทษอย่างหนัก นี่คือกฎของเราจงรู้ไว้ด้วย"
 "ในเมื่อรู้กฎของทหารดี แล้วทำไมไม่รู้กฎหมายระหว่างบ้านเมืองบ้างล่ะ ตอนนี้พระราชาโกคูรยอมาอยู่ในแคว้นพูยอของเรา ท่านแม่ทัพไม่อยู่ อย่าทำให้เรื่องบานปลายจะดีกว่า" ยอนว่าแล้วก็เดินไป
 นายกองหันไปดุทหาร "เฮ่ย สั่งแล้วว่าห้ามใครเข้ามาไง"
 "ขอโทษครับ"
 "หึ ฆ่าพวกมันซะ ข้าบอกให้ฆ่าพวกนั้นให้หมด"
 ทหารไปนำตัวพวกพักโซและมูยุลออกมาจะประหาร พวกพักโซร้องขอชีวิต
 "หยุดเดี๋ยวนี้" มูยุลเสียงดังกว่า
 "ทำไม มีเรื่องสั่งเสียก่อนตายหรือไง" นายกองถาม
 " ข้าน่ะ เป็นสายลับ หึ ส่วนพวกเขา เป็นชาวบ้านธรรมดาที่ไม่เกี่ยวข้องด้วย ปล่อยพวกเขาซะ หึ ทหารพูยอมีกฎอยู่ว่า จะไม่ฆ่าชาวบ้านที่ไม่ใช่สายลับ ไม่งั้นจะทำให้พวกท่านถูกผู้คนประณาม" มูยุลว่า
 "ใครจะเป็นสายลับ หรือชาวบ้านก็ช่าง ข้าไม่สนใจทั้งนั้น สิ่งสำคัญก็คือ พวกเจ้าล่วงล้ำดินแดนของเรา ไม่งั้นรู้มั้ยว่า จะกลายเป็นข้ออ้างที่ดี ให้เรายกทัพไปตีโกคูรยอ ฆ่าให้หมด"
 พวกนักเลงร้องขอชีวิตกันให้วุ่นวาย พอดีหัวหน้าทหารเข้ามารายงานว่ามีคนมาจู่โจม นายกองรีบถามว่าเกิดอะไรขึ้น
 "ทหารโกคูรยอมาครับ"
 "อะไรนะ รีบจัดการพวกเขาซะ" นายกองสั่ง
 แต่มูยุลและพวกพักโซฮึดสู้ แล้วพากันหนีออกไป มูยุลได้พบกับพวกมาโนที่ตามมาช่วย
 ภาย ในแคว้นพูยอ เนื่องจากพระราชาเทโซและพระราชายูริทรงมีความสัมพันธ์ฉันท์ลุงหลานกัน พระราชพิธีเลี้ยงต้อนรับได้ถูกจัดขึ้นอย่างสมพระเกียรติ พระราชาเทโซทรงประกาศว่า
 "พระราชายูริกลับมาเป็นหลานข้าแล้ว นับแต่นี้โกคูรยอและพูยอจะเป็นบ้านพี่เมืองน้อง และข้าขอให้สัญญาว่า จะไม่ถือสาเรื่องเก่าเพื่อกระชับความสัมพันธ์อันดี เหล้าจอกนี้ ดื่มให้กับพูยอและโกคูรยอ เป็นมิตรที่ดีสืบไป มา ทุกคนดื่ม หลานรัก ออกมาหน่อยซิ มาประลองฝีมือกับข้า"
 ทังโนทูลว่า "ฝ่าบาท ไม่ได้นะพะยะค่ะ ทำแบบนี้เท่ากับไม่ให้เกียรติโกคูรยอ"
 "อะไรกัน ก็แค่ลุงกับหลานจะประลองฝีมือเท่านั้น จะต้องคิดถึงเกียรติบ้าบออะไรอีก ว่าไงล่ะ ยังไม่รีบออกมาหรือ เฮ่อๆๆ"
 พระราชายูริรีบตรัสขึ้นก่อนที่เหล่าขุนนางจะทูลคัดค้านว่า "ไม่เป็นไร"
 พระ ราชาเทโซตรัสถามพระราชายูริว่า "จะประลองยังไงดี เฮ้ยๆ ใช้กระบี่ เฮ้ย หรือว่าทวน หรือว่าธนู หรือจะใช้มือเปล่า ทุกอย่างแล้วแต่จะเลือก บอกมาเร็วว่าจะใช้อย่างไหน"
 "หม่อมฉันขอเลือกกระบี่"
 "ตกลง ไม่ได้ยินหรือไง เอากระบี่มาเดี๋ยวนี้ อยากรู้นักว่าหลานคนนี้จะเก่งแค่ไหน แสดงให้ข้าดูหน่อยซิ"
 พระราชาทั้งสองต่อสู้กัน แล้วพระราชาเทโซก็ทรงหัวเราะออกมา
 "ฮ่าๆๆ เจ้าน่ะ ถือว่าได้ออมมือให้คนแก่อย่างข้า เฮ่อๆๆ"
 "ไม่ได้ออมมือหรอกพะยะค่ะ หม่อมฉันสู้ไม่ได้จริงๆ"
 พระราชาเทโซทรงหัวเราะ แชบูเข้ามาทูล
 "ฝ่าบาท หม่อมฉันมีเรื่องด่วนจะทูล"
 แชบูเข้ามาทูลรายงานว่าองค์รัชทายาทแฮเมียงทรงยกทัพประชิดชายแดนแคว้นพูยอ พระราชาเทโซทรงกริ้วมาก
 " ข้าอุตส่าห์หวังดีรับเจ้าเป็นหลาน แต่เปลือกนอกเจ้ามาคุกเข่าให้ข้า เบื้องหลังคือเล่นตลกใช่ไหม เด็กๆ จับตัวยูริและคนของโกคูรยอ ไปกักบริเวณไว้ก่อน"
 แชบูทูลต่อว่า "ไม่ต้องลังเลอะไรอีกแล้ว รีบประหารยูริซะ แล้วประกาศสงครามเถอะ ฝ่าบาท นี่เป็นโอกาสทองของเรา"
 ทังโนปรามไว้ "สืบให้รู้ความจริงก่อน ค่อยลงมือก็ยังไม่สาย"
 แชบูไม่สน "พวกเขามาหยามเราชัดๆ มีอะไรต้องสืบอีก อย่าให้โกคูรยอมีเวลาตั้งตัว เราต้องรีบเผด็จศึกซะ"
 ทัง โนค้านอีก "แต่ตอนนี้พระราชายูริยอมก้มหัวให้เราแล้ว แถมยังอยู่ในแคว้นพูยอของเราอีก ใครจะโง่ถึงขนาดก่อเรื่องในเวลานี้ หม่อมฉันว่า คงมีเบื้องหลังที่แม้แต่พระราชายูริ ก็ไม่ทรงทราบก็เป็นได้"
 " ไม่ต้องให้พวกเขาเป็นเมืองขึ้นหรอก สู้เข้ายึดครองดีกว่า สังหารพระราชายูริ กำจัดองค์ชายแฮเมียง ทุกอย่างก็จบแล้ว นี่เป็นโอกาสทองที่หายาก ท่านยังกลัวอะไรอีก ฝ่าบาท โปรดอย่าทรงคิดอีกเลย สังหารยูริแล้วเปิดศึกกับ โกคูรยอซะ"
 ด้านองค์ชายแฮเมียงก็มีรับกับเคยูว่าให้ส่งตัวมูยุลกลับไปที่ถ้ำเหมือนเดิม พร้อมสั่งให้ปิดเป็นความลับ เคยูพาทั้งสองเดินทางไปถ้ำ
 มาโนถามว่า "ท่านแม่ทัพ เราจะไปไหนน่ะ"
 "ไปถ้ำกิเลน" เคยูตอบ
 "ไปถ้ำกิเลนหรือ ทำไมจะกลับไปที่นั่นอีก ข้ายอมรับโทษทุกอย่างแล้วไง ขอไม่กลับไปที่ถ้ำได้ไหม" มูยุลโวยวาย
 เค ยูตบหน้ามูยุล "จนป่านนี้ ยังไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรลงไปอีกหรือ เพราะพวกเจ้าจะทำให้โกคูรยอกับพูยอเกิดสงคราม แม้แต่ฝ่าบาทก็อาจมีอันตราย เพราะตอนนี้ฝ่าบาท ประทับอยู่ในแคว้นพูยอ แต่ว่าเรากลับไปปะทะกับทหารชายแดน แล้วคิดว่าอ๋องเทโซจะยอมปล่อยพระองค์มั้ย ข้าไม่เข้าใจว่าทำไมองค์ชายถึงต้องช่วยพวกเจ้า แต่ถ้าไม่อยากตาย ก็จงไปอยู่ในถ้ำซะดีๆ ฮึ่ม"
 เฮยาเห็นสภาพมูยุลก็บอกว่าต้องรักษาตัวก่อน
 พระราชายเทโซให้แชบูมาตามพระราชายูริไปเฝ้า
 "ฝ่าบาท ที่หม่อมฉันแสดงความจริงใจไปนั้นยังไม่พออีกหรือ จะให้ทำไงถึงเชื่อว่าหม่อมฉันภักดีจริง" พระราชายูริตรัส
 "ข้ายังเชื่อใจเจ้าอยู่"
 "ถ้าอย่างงั้น ทำไมถึงให้กักตัวหม่อมฉันไว้ หม่อมฉันทำอะไรผิดไม่ทราบ"
 "เจ้าน่ะ ผิดที่อบรมลูกไม่เป็น องค์ชายแฮเมียงพาทหารมาล่วงล้ำชายแดนของเรา"
 "เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ คิดว่าฝ่าบาท คงได้รับรายงานข่าวที่เป็นเท็จมากกว่า"
 " ใช่ ข้าก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเลยส่งคนไปสืบแล้วสืบอีก สุดท้ายก็เป็นเรื่องจริง องค์ชายแฮเมียงเข่นฆ่าทหารของเราอย่างเหี้ยมโหด ทำไมเขาถึงทำเรื่องแบบนี้ออกมาได้ พ่อยังอยู่ในเมืองพูยอแท้ๆ ทำไมเขาถึงไม่คิดและกล้าบุ่มบ่าม หรือว่าเบื้องหลังคืออยากให้เจ้าตายซะ ลูกชายเจ้า คิดจะครองบัลลังก์แทนเจ้าซะแล้ว"
 "หม่อมฉันไม่เชื่อ เป็นไปไม่ได้"
 " หึ ดื่มเร็วเข้า ข้าเข้าใจความรู้สึกของเจ้าในตอนนี้ดี เหมือนที่สมัยก่อนข้าไว้ใจจูมง แล้วเขาก็หักหลังข้า มันเป็นความรู้สึกที่เจ็บปวดนัก เฮ่อๆๆ ที่จริงแล้ว ข้าสามารถฆ่าเจ้าและไปตีโกคูรยอ แต่ข้าจะปล่อยเจ้าเพราะไหนๆ ก็เป็นหลานชาย ข้าควรใจกว้างกับเจ้าหน่อยจริงมั้ย"
 "พระเมตตาของฝ่าบาท หม่อมฉันจะไม่มีวันลืม"
 " แต่ว่า เจ้าต้องจำไว้เรื่องหนึ่ง กลับไปเข้มงวดกับลูกชายให้ดี ถ้ากล้ามาล่วงเกินพูยอของเราอีก ข้า จะให้เขาจบชีวิตต่อหน้าต่อตาเจ้า"
 มูยุลนึกถึงคำพูดของเคยู เขาจึงถามเฮยาว่า
 " ข้ามีเรื่องจะถาม องค์ชายเป็นคนยังไงครับ ทำไมต้องช่วยข้าไว้ ยอมเสี่ยงกับการทำสงคราม เพื่อช่วยชีวิตคนต่ำต้อยอย่างข้า ข้าไม่เข้าใจเลย"
 " องค์ชายที่ข้ารู้จัก ก็คือคนแบบนี้ ทุกอย่างที่อยู่ในโกคูรยอ แม้แต่สัตว์เลี้ยงก็ยังให้ความเมตตา สาอะไรกับคนที่เขารู้จัก กำลังจะมีอันตราย แล้วจะไม่ช่วยได้ยังไง"
 "แต่ข้าผิดวินัยทหาร ต่อให้ทรงมีเมตตาขนาดไหน กับคนที่ทำความผิด ไม่น่าจะให้อภัยง่ายขนาดนี้ ทำไมข้าถึงได้รับสิทธิ์พิเศษอยู่เรื่อยครับ"
 "เรื่องนี้ ไว้ถึงเวลา เจ้าไปถามเขาเองดีกว่า"
 องค์ชายแฮเมียงได้รับข่าวว่าพระราชายูริเสด็จกลับแล้ว และเสด็จมาที่นี่ เมื่อพระราชายูริพบหน้าองค์ชายแฮเมียงทรงตรัสถามทันที
 "ทำไมทำเรื่องแบบนี้โดยไม่บอกก่อน"
 "หม่อมฉันสมควรตาย หม่อมฉันยินดีรับการลงโทษทุกอย่าง แล้วแต่เสด็จพ่อ"
 " เป็นถึงรัชทายาท กลับทำให้พ่อตัวเองและบ้านเมืองเดือดร้อน มันก็ควรตายอยู่แล้ว แต่ข้าอยากรู้ว่า อะไรทำให้เจ้าสิ้นคิดขนาดนี้ บอกมาเร็วๆ ทำไมไม่ยอมอธิบายล่ะ จะรนหาที่ตายใช่ไหม เจ้าคิดชิงบัลลังก์จากข้าจริงหรือ"
 "หม่อมฉัน จะไม่อธิบายอะไรทั้งสิ้น"
 "เจ้าลูกชั่ว บังอาจลบหลู่ข้าถึงเพียงนี้หรือ ถ้าไม่พูด ข้าจะฆ่าเจ้า"
 คูชูช่วยทูลกล่อม "ฝ่าบาท สงบสติไว้ก่อน"
 เวลานั้นแพกึยทราบเรื่องจากผู้ช่วยก็แปลกใจ
 "เพียงแค่จะช่วยทหารคนหนึ่ง ถึงกับไม่ลังเลเชียวหรือ"
 "ข้าก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกัน แต่มันเป็นเรื่องจริงครับ"
 "แล้วทหารคนนั้นเป็นใคร มีเหตุผลอะไร ถึงทำให้องค์ชายวู่วามขนาดนี้"
 "ทหารที่ถูกช่วยมา หลังจากเกิดเหตุแล้ว ก็หายตัวไปจากค่ายฝึกน่ะครับ ไม่มีใครรู้ว่า เขาไปอยู่ไหนแน่"
 พระราชายูริยังทรงเคืองพระทัยองค์ชายแฮเมียงไม่น้อย
 " แฮเมียง เป็นถึงรัชทายาทกลับทำความผิดที่ไม่อาจให้อภัย เห็นแก่ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างโกคูรยอกับแคว้นพูยอ ข้าจึงคิดว่าจะจัดการเรื่องนี้เพื่อให้อ๋องเทโซพอใจ โดยการลงโทษแฮเมียงให้หนัก ฉะนั้นไม่เพียงปลดจากตำแหน่งเจ้าเมืองโชบุนเท่านั้น ยังให้ลดอำนาจของการเป็นรัชทายาทด้วย"
 คูชูถอนใจ "เฮ่อ ฝ่าบาท องค์ชายมีความผิดก็จริง แต่ลงโทษเช่นนี้ออกจะหนักไปหน่อย ขอทรงไตร่ตรองใหม่ด้วย"
 แม่ทัพก็เห็นด้วย "ฝ่าบาท องค์ชายปกครองเมืองโชบุนจนร่มเย็น และชาวบ้านที่นี่ก็รักองค์ชายมาก ถ้าไงทรงถอนรับสั่งคืนด้วย"
 "แล้วทำไงถึงจะให้พูยอหายโกรธเราได้ ให้เปิดศึกกับพวกเขาหรือไง"
 องค์ชายแฮเมียงก้มลง "หม่อมฉัน น้อมรับพระบัญชาของฝ่าบาท"
 "ท่านอำมาตย์ขวา" พระราชายูริเรียก
 แพกึยน้อมรับ "พะยะค่ะฝ่าบาท"
 "ให้ท่านอยู่เมืองโชบุนแทน ทำหน้าที่เป็นคนกลางไกล่เกลี่ย รักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับพูยอไว้"
 "หม่อมฉันจะทำงานให้ดี ไม่ให้ฝ่าบาททรงผิดหวังพะยะค่ะ"
 "ส่วนเจ้าก็ช่วยท่านอำมาตย์ทำงาน เพื่อชดเชยความผิด เขาเป็นคนฉลาด เจ้าจะได้เรียนรู้ ว่าอะไรคือการผูกสัมพันธ์กับแคว้นอื่นๆ"
 "รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ"
 "ก่อนจะกลับไปเมืองหลวง ข้าจะไหว้สุสานของพระราชาจูมง ท่านอำมาตย์ ช่วยไปเตรียมการด้วย"
 "พะยะค่ะฝ่าบาท"
 เคยูไม่พอใจกับรับสั่งของพระราชายูรินัก
 "ทำแบบนี้ไม่ถูกนะพะยะค่ะ องค์ชายจะเป็นลูกน้องท่านอำมาตย์ได้ยังไง"
 แม่ทัพเห็นด้วย "หรือไม่ทูลฝ่าบาท ขอกลับไปเมืองหลวงจะดีกว่า"
 องค์ ชายแฮเมียงกลับบอกว่า "อยู่อย่างงี้ก็ยิ่งดี หลายปีนี้ข้าแทบไม่มีเวลาเป็นส่วนตัว ต่อไปจะได้ไปล่าสัตว์กับพวกเจ้า อ่านหนังสือที่น่าสนใจบ้าง"
 "องค์ชาย"
 "ข้ายังมีงานต้องทำในโชบุนมากนัก ข้าอยู่ได้ ไม่ต้องห่วงหรอก"
 ที่ถ้ำ มาโนเห็นมูยุลทำอะไรอยู่ก็เข้าไปขอดู แต่มูยุลบอกว่าไม่มีอะไร
 "เชอะ อ้อ ฝ่าบาทเสด็จมาสุสานหลวงแน่ะ" มาโนว่า
 มูยุลหน้าตื่น "ถ้าอย่างงั้น องค์ชายแฮเมียงมาด้วยหรือเปล่า"
 "ถ้าฝ่าบาทเสด็จมา องค์ชายก็น่าจะมาด้วย"
 เวลานั้นองค์ชายแฮเมียงกราบทูลพระราชายูริว่า
 "นางเป็นผู้ดูแลถ้ำนี้ และยังเขียนภาพ ชื่อเฮยาพะยะค่ะ"
 เฮยานำเสด็จ "ห้องนี้ มีความชื้นมากกว่าห้องอื่นๆ ใช้หินปูนก็ไม่คงทน ฉะนั้น จึงต้องใช้สีระบายแทนเพคะ"
 "อึม ขอคบเพลิงให้ข้า ภาพในห้องเซ่นไหว้เป็นฝีมือของใคร"
 เฮยาเรียก "ออกมาข้างหน้าซิ คนนี้แหละเพคะ"
 พระราชายูริทอดพระเนตร "อายุยังน้อย เขียนภาพได้สวยงามขนาดนี้ นับว่ามีพรสวรรค์ ท่านคูชู"
 "พะยะค่ะ"
 "ไม่เพียงหนุ่มคนนี้ แม้แต่ช่างเขียนอื่นๆ ก็ให้รางวัล เป็นกำลังใจให้แก่ความเหนื่อยยาก จัดสรรตามความเหมาะสมล่ะ"
 "พะยะค่ะฝ่าบาท ฝ่าบาท จะเสด็จไปสุสานของพระมเหสีมั้ยพะยะค่ะ"
 " ทุกครั้งที่ไปไหว้ ข้าจะนึกถึงเรื่องน่าเศร้าในอดีตเสมอ ข้ามีเรื่องจะคุยกับองค์ชาย คนอื่นถอยไปก่อน เด็กคนนั้น รู้มั้ยว่าเขาเป็นไงบ้าง"
 "ทรงหมายถึง มูยุลหรือพะยะค่ะ เอ่อ ตอนนั้น หม่อมฉันไปได้ครึ่งทาง ก็มอบให้ชาวบ้านสองผัวเมียช่วยเลี้ยงดูไป"
 "จากนั้นมีการติดต่อมั้ย"
 "พอไปหาอีกที พวกเขาก็ไม่อยู่แล้ว ถ้าฝ่าบาทจะทรงตามหาเขา หม่อมฉันจะรับหน้าที่ให้เอง"
 " ไม่ต้อง คำทำนายเห็นผลตั้งขนาดนี้ ถึงหาเขาพบก็ไม่มีประโยชน์ มันคงเป็นชะตาระหว่างข้ากับเขา หึ แฮเมียง อนาคต ข้าหวังจะให้เจ้าเป็นพระราชาผู้ยิ่งใหญ่แห่งโกคูรยอ การถอดเจ้าออกจากตำแหน่งเจ้าเมืองโชบุนก็เพื่อเป็นการปกป้อง ดูแลตัวเองดีๆ ล่ะ" พระราชายูริรับสั่งกับองค์ชายแฮเมียง
00000000000000000
 ซังกามาถึงพระมเหสีมียูก็รีบเชิญนั่งและถามว่าได้ข่าวมาหรือยัง
 "เฮ่อๆๆ เกี่ยวกับเรื่องที่ลูกบุญธรรมหม่อมฉัน ได้เป็นเจ้าเมืองโชบุนหรือพะยะค่ะ"
 "ใช่ เห็นว่าฝ่าบาท ทรงริดรอนอำนาจขององค์ชายแฮเมียงทั้งหมด"
 "หม่อมฉันก็ได้ยินมาอย่างงั้น เฮ่อๆๆ"
 "วันนี้ที่เชิญท่านมาพบ เพราะมีเรื่องหนึ่งจะไหว้วาน"
 "เชิญรับสั่งมาได้"
 " ถึงเขาจะไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของข้า แต่ก็เปรียบเสมือนลูกคนหนึ่ง การที่ฝ่าบาท ทรงริดรอนอำนาจของเขาทั้งหมด ก็เท่ากับลบความผิดที่เขาก่อไปด้วย แต่สำหรับพวกท่าน หัวหน้าเผ่าต่างๆ คงไม่คิดอย่างงั้นสินะ ข้าอยากให้ท่านไปพูดกับหัวหน้าเผ่าทั้งหลาย ให้ยกโทษให้องค์ชายแฮเมียงด้วย"
เมื่อออกมาซังกาก็ถามบ่าวคนสนิทว่า
 "เจ้าคิดว่านั่นคือจุดประสงค์ของนางหรือเปล่า"
 "ไม่ใช่หรอกครับ เป้าหมายแท้จริงของนาง คืออยากให้ปลดองค์ชายแฮเมียงและแต่งตั้งองค์ชายยอจินแทนมากกว่า"
 "หึๆ ถูกต้อง ใครๆ ก็รู้ว่าพระมเหสีคิดยังไงทั้งนั้น แต่นางกลับไม่รู้จักเก็บงำความทะเยอทะยานให้มิดชิดกว่านี้หน่อย"
 "แล้วท่านคิดว่า จะร่วมมือกับนางมั้ยครับ"
 " ให้คนอ่อนแออย่างองค์ชายยอจินเป็นรัชทายาท คิดๆ ไปมันก็ดีเหมือนกัน แพกึยเป็นคนโปรดของยูริไปแล้ว อีกไม่นานหรอก แผ่นดินอาจเป็นของเผ่าพีรูเราก็เป็นได้ เฮ่อๆๆ"
 แพกึยมาดูองค์ชายแฮเมียงยิงธนู
 "ยิงอีกครั้ง มันก็ร่วงแล้วพะยะค่ะ" แพกึยว่า
 "แค่นี้พอแล้ว"
 "ฝีมือยิงธนูขององค์ชาย ว่ากันว่าแม่นนัก ทำไมไม่ยิงต่อล่ะพะยะค่ะ"
 "ข้าอยากยิงหัวใจของอ๋องเทโซมากกว่า แค่นกตัวเดียวช่างมันเถอะ"
 "ทุกวันนี้โกคูรยอ ได้สวามิภักดิ์ต่อพูยอแล้ว ถ้าคิดปองร้ายอ๋องเทโซจะเป็นเรื่องใหญ่ได้" แพกึยเตือน
 "ข้าไม่เคยคิดจะก้มหัวให้แคว้นพูยอเหมือนอย่างเสด็จพ่อ สำหรับข้าแล้ว พวกเขาเป็นศัตรู ยะ"
 "ถ้าจะให้ฝ่าบาททรงหายกริ้ว น่าจะอยู่ใกล้ชิดพระองค์มากกว่า"
 องค์ชายแฮเมียงทรงย้อนว่า "ข้าอยู่โชบุน เป็นภาระให้ท่านหรือไง"
 "เฮ่อๆๆ หม่อมฉันเพียงแต่ เตือนด้วยความหวังดีต่อองค์ชาย"
 " หึ ข้าน่ะ ชอบอยู่โชบุนมากกว่า อาจเพราะข้าเกิดที่นี่ มีความทรงจำในวัยเด็กอยู่ที่นี่มากมาย ข้าจะพยายามไม่เป็นภาระให้ ท่านไม่ต้องรู้สึกเครียดหรอก"
 "เครียดอะไรกัน ไม่มีหรอกพะยะค่ะ ถ้าไม่เหนือบ่ากว่าแรง หม่อมฉันต้องช่วยองค์ชายอยู่แล้ว"
 "หึ ขอบคุณมาก"
 " แต่ว่า มีเรื่องหนึ่งต้องขอทูลให้รู้ อำนาจสั่งการทางทหาร ตอนนี้อยู่ในมือหม่อมฉัน ถ้ายังบุ่มบ่ามพาคนไปไหนต่อไหน หรือก่อเหตุวิวาทกับแคว้นพูยอ หม่อมฉันคงไม่อยากให้เกิดขึ้น"
 "ข้าเข้าใจ และจะจำคำพูดท่านไว้ แต่ข้าก็มีเรื่องจะรบกวน"
 "เชิญรับสั่งมาได้"
 "ข้าขอนำทหาร ไปสำรวจชายแดนด้วยตัวเอง"
 องค์ชายแฮเมียงไปดูมูยุลกับมาโนสู้กัน พลางรับสั่งบ่น
 "ช่างไม่เอาไหนนัก"
 เคยูทูล "แบบนี้เรียกว่าฝึกซ้อมหรือ พบองค์ชายยังไม่รีบคำนับอีก"
 "จงตามข้ามา" องค์ชายแฮเมียงไป
 "ท่านแม่ทัพ เราจะไปไหนอีกหรือครับ"
 " เพราะพวกเจ้าทำให้องค์ชายต้องเสียตำแหน่งเจ้าเมืองโชบุนไป และยังถูกริดรอนอำนาจของการเป็นรัชทายาท เมื่อทำความผิดก็ต้องรับโทษอยู่แล้วไม่ใช่หรือ" เคยูว่า
 มาโนรีบถาม "ถ้า ถ้าอย่างงั้น เรา ต้องตายหรือเปล่า"
 "ความผิดที่พวกเจ้าก่อ ตายร้อยครั้งก็ยังไม่พอ ตามมาเร็วเข้า"
 มาโนถึงกับร้องไห้ออกมา
 เฮยาทูลถามองค์ชายแฮเมียงว่า
 "เขาทำให้องค์ชาย เดือดร้อนอย่างมาก ถ้าเอาตัวกลับไปอีก จะไม่เป็นภาระหรือเพคะ"
 " ไม่หรอก ที่จริงต้องขอบใจพวกเขา ทำให้ข้าโล่งอกขึ้น ได้ปลดแอกจากการเป็นรัชทายาทมาหลายปี สามารถไปท่องเที่ยวที่ไหนก็ได้ หึๆ น่าจะให้รางวัลมูยุลด้วยซ้ำ ข้าอยากพาเขาไปเปิดหูเปิดตาข้างนอก เพราะสิ่งที่เขาเห็นตั้งแต่เกิด ก็คือถ้ำกิเลน และเมืองโชบุนเท่านั้น การได้ไปดูโลกภายนอกสำหรับเขาแล้ว เหมือนเป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่"
 องค์ชายแฮเมียงพามูยุลกับมาโนออกไปข้างนอก
 "รู้มั้ยว่าเรากำลังจะไปไหน" องค์ชายแฮเมียงถาม
 มาโนตอบว่า "ท่านแม่ทัพบอกว่า เราจะไปเมืองเทียนเฉาและเมืองฮวางยง"
 "ไม่ใช่หรอก เราจะไปแคว้นพูยอ"
 เคยูตกใจ "องค์ชาย ไปที่นั่นมันเสี่ยงมาก ถ้าหากฐานะองค์ชายถูกเปิดเผยละก้อ"
 "อาจต้องแลกด้วยชีวิต แต่ว่าข้าอยากเข้าถึงศูนย์กลางของศัตรู เพื่อดูสถานการณ์ กลัวหรือเปล่า"
 มูยุลตอบว่า "ไม่ หม่อมฉันเอง ก็อยากไปเที่ยวพูยอเหมือนกัน"
 "งั้นก็ดี ถ้าไปที่นั่นก็ต้องปิดบังฐานะ ต่อไปอย่าเรียกข้าว่าองค์ชายอีก"
 "เอ่อ ถ้างั้น จะให้เรียกอะไรดี"
 "เรียกพี่ใหญ่จะดีมั้ย ไหนลองเรียกดูซิ"
 "เอ่อ คือ หม่อมฉันไหนเลยจะกล้าบังอาจ"
 "หึๆ ไม่เป็นไร ลองเรียกเร็วเข้า"
 มูยุลลองเรียกก่อน "เอ่อ พี่ใหญ่"
 "คำที่เจ้าเรียก ฟังเพราะมาก หึๆๆ" องค์ชายแฮเมียงทรงหัวเราะชอบใจ
 และค่ำคืนนั้นองค์ชายแฮเมียงก็พบมูยุลยังไม่นอน
 "นอนไม่หลับหรือไง"
 "พะยะค่ะ คือ หม่อมฉัน ขอถามอะไรหน่อยได้ไหม"
 "ได้สิ ถามมาเลย"
 "เพราะหม่อมฉัน ทำให้องค์ชายต้องมาตกระกำลำบาก ทำไมต้องช่วยคนต่ำต้อยอย่างหม่อมฉัน หม่อมฉันไม่เห็นเข้าใจเลย"
 " ข้า เป็นองค์ชายแห่งโกคูรยอ ซึ่งราษฎรทุกคนที่นี่ ก็เหมือนเป็นลูกหลานข้า คนเป็นพ่อ จะช่วยลูกที่อยู่ในห้วงอันตราย คงไม่ต้องมีเหตุผลอ้างอิงมากนัก พอใจหรือยัง แล้วเจ้า เคยได้ยินเมืองพูโต มั้ย"
 "ไม่เคย" มูยุลตอบ
 " นั่นเป็นที่ๆ พ่อบังเกิดเกล้า ของพระราชาจูมง รวมถึงบรรพชนเคยอยู่อาศัย เป็นที่ทำกินมา สมัยก่อนพระราชาจูมง เคยตั้งความหวังไว้ว่า จะเอาดินแดนผืนนี้ หรือก็คือพูโต กลับคืนมา ทุกวันนี้โกคูรยอ แม้จะถูกพูยอและเทียนเฉากดขี่ แต่ความหวังของข้า ก็คือซักวันจะได้ยึดครองพูโต เจ้ายินดีจะช่วยข้า สร้างฝันให้เป็นจริงได้ไหม"
 "หึ องค์ชายทรงเมตตา ช่วยชีวิตหม่อมฉันไว้ หม่อมฉันแม้จะไม่มีความสามารถ แต่ก็ขอถวายชีวิตให้ จงรักภักดีต่อองค์ชาย"
 "งั้นเจ้าจงจำไว้ ที่ๆ เราจะช่วยกันกอบกู้คืนมา เรียกว่าเมืองพูโต"
 ในตัวเมือง เสียงจอแจ เคยูต้องคอยดุมาโนกับมูยุลไม่ให้ทำตัวมีพิรุธ และในตัวเมืองมาโนก็ถูกมาวังจังตัวไปต่อว่า
 "เจ้าเป็นใคร หือ มาจากไหนด้วย กล้าดียังไงมาขัดขวางการซื้อทาสของข้า ขอเตือนไว้ก่อน  ถ้าไม่อยากตายก็รีบพูดมาเร็วๆ" มาวังขู่
 องค์ชายแฮเมียงเผยตัวออกมา "ปล่อยเขาเดี๋ยวนี้"
 มาวังตกใจ "เฮ้ย"
 "ข้าแค่ล้อเล่นหน่อยเดียว ไม่นึกว่าท่านจะโกรธ"
 "องค์ องค์ องค์ชายหรือนี่ อ้อ ทำไมเสด็จมาถึงพูยอล่ะพะยะค่ะ"
 "ข้ามาดูลาดเลา ถ้าจะเปิดศึกจริงก็ควรรู้สถานการณ์บ้านเมืองเขาหน่อย หึๆ"
 "นี่ไม่ใช่ล้อเล่นนะพะยะค่ะ เกิดใครรู้ว่าองค์ชายมาอยู่ที่นี่ อาจมีอันตรายถึงชีวิต"
 "ข้าถึงต้องการความช่วยเหลือจากท่านไง หึ ระหว่างที่ข้าอยู่ในพูยอ ช่วยรับรองฐานะให้หน่อยได้ไหม"
 มาวังอึกอัก "เอ่อ"
 "ยังมีอีกเรื่อง ค่ายฝึกของพวกนักรบทมิฬอยู่ไหน ข้าอยากไปดูให้เห็นกับตา ช่วยพาไปหน่อยได้ไหม"
 " เอ่อ หึ ถ้าไงทรงฆ่าหม่อมฉันดีกว่า หม่อมฉันเพิ่งจะมาปักหลักได้ไม่นาน ได้ เรื่องรับรองฐานะ หม่อมฉันพอมีทางช่วยได้ แต่ว่าที่จะไปค่ายฝึกของพวกนักรบทมิฬ ว้าย อย่า มันเป็นไปไม่ได้หรอกนะ"
 "ข้ารู้ว่าไม่มีอะไรที่ท่านจะทำไม่ได้"
 "ว้าย ระวัง ได้โปรดเถอะองค์ชาย"
 " เอาเถอะ ต้องการอะไรตอบแทนบ้าง ถึงยอมทำงานให้ข้า ถ้าอีกหน่อยข้าได้ครองราชย์ ให้ท่านได้สัมปทานการค้าในเผ่าพีรู ทั้งหมดเลยดีมั้ย เป็นไงล่ะ เงื่อนไขแบบนี้ พอจะให้ท่านทำงานได้หรือยัง"
 "หม่อมฉันจะไปสืบข่าวก่อน พวกเขาเป็นใคร" มาวังถามถึงพวกมูยุล
 "ผู้ติดตามของข้า หึๆๆ"
 เวลาต่อมามาวังกลับมา องค์ชายแฮเมียงรีบถามว่าได้เรื่องหรือยัง
 " พะยะค่ะ สามารถติดต่อร้านค้าที่ส่งเสบียงไปยังค่ายฝึกเดือนละครั้งได้แล้ว ถ้าทรงปลอมเป็นคนงานในนั้น น่าจะเข้าไปได้ หึ ที่หม่อมฉันช่วยได้ก็มีแค่นี้ ที่เหลือนั้น อยู่ที่องค์ชายจะทรงจัดการเอง"
 "แค่นี้ก็พอแล้ว เฮ่อๆๆ ท่านนี่นะ ไม่น่าเป็นแค่พ่อค้าธรรมดาเลย เอางี้มั้ย ไว้ข้าได้ครองราชย์ จะให้เป็นขุนนางซักตำแหน่ง"
 "ฮ่าๆๆ ไม่ล่ะ ขอบพระทัย หึ ขอแค่สัมปทานการค้าในเผ่าพีรูก็พอใจแล้ว"
 มาวังออกมาเห็นมูยุลสวมสร้อยก็เข้าไปถาม
 "เจ้า เห็นบอกว่าเป็นผู้ติดตามองค์ชายหรือ"
 "หึ ใช่ ข้าเป็นทหาร ที่ผ่านการฝึกมา หึ" มูยุลตอบ
 "แล้วสร้อยเส้นนี้เอามาจากไหน"
 "หึ พ่อแม่ข้า เหลือไว้ให้"
 มีการต่อสู้กันขึ้น ทหารคนหนึ่งบาดเจ็บบางคนถูกซ้อม หัวหน้าถามโทจินว่า
 "คำพูดที่ว่า "ต้านทานสารพัดพิษ" หมายความว่าไง"
 โท จินตอบว่า "หมายถึงไม่ว่าพิษชนิดไหนก็ไม่มีผลต่อร่างกาย คนที่รับยาพิษหรือกินในปริมาณน้อยทุกๆ วัน ร่างกายจะเกิดภูมิต้านทาน ไม่กลัวพิษชนิดไหนอีกเลย"
 "นี่คือ พิษที่ไร้สีไร้กลิ่น ไร้รสชาติ มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น แต่สามารถฆ่าคนได้อย่างชะงัดนัก สามารถผลิตได้ยังไง"
 " ใช้ตะขาบ งู คางคก แมงมุมและแมงป่อง ให้รวมอยู่ในกล่อง แล้วฝังลงใต้ดินอย่างมิดชิด ให้พวกมันทำการต่อสู้ในนั้น จากนั้น 2-3 วัน เปิดกล่องออกมาดูจะเห็นว่า ตัวที่อ่อนแอจะถูกกิน เหลือแต่ตัวที่แข็งแกร่งที่สุด นั่นจะเป็นพิษที่ร้ายกาจ เรียกว่า พิษโกตู"
 "ตอบดีมาก พาเข้ามาซิ"
 เชลย 2 คนดิ้นรน
 หัวหน้ากล่าวว่า "นี่คือพิษที่ได้จากแมงป่องตัวสุดท้าย ส่วนนี่คือพิษจากตะขาบ ลงมือได้"
 เชลย 2 คนร้องขอชีวิต แต่หัวหน้าไม่สนใจ
 "ทุกคนดูให้ดี คนหนึ่งถูกพิษตะขาบ อีกคนถูกพิษแมงป่อง"
 เคยูมองแล้วสยอง "ถึงขนาดใช้คนจริงๆ ทดลองกับยาพิษ ช่างน่ากลัวนัก"
 กงชอนรีบบอกมาวังว่าทาศที่ซื้อมาด้วยราคาสูงโดนยาพิษ มาวังรีบตามหมอมาช่วย ยอนตามหมอมาด้วยและตรวจอาการ
 "เหมือนจะกินยาพิษเข้าไปค่ะ" ยอนบอกหมอ
 "ถ้าอย่างงั้น ทำให้นางอาเจียนก่อน"
 ยอนจัดการทำให้ทาสหญิงคนนั้นอาเจียนออกมา จากนั้นหมอก็นำยามาให้กิน และฝังเข็มให้
 "เฮ่อๆๆ ขอบคุณมากน่ะครับ" มาวังกล่าว
 "ไม่ต้องเกรงใจ"
 ยอนกล่าวว่า "พอนางรู้สึกตัว นอกจากโจ๊กแล้ว อย่าเพิ่งให้กินอย่างอื่นนะคะ"
 "ได้ครับ" มาวังรับคำ
 หมอบอกให้ยอนดูแลคนไข้ต่อ ยอนจึงย้อนถามว่า
 "ยังมีคนไข้อีกเยอะ ท่านจะไปไหนคะ"
 "ข้ารู้สึกเพลียจนไม่ไหวแล้ว ขอไปดื่มเหล้าคลายเครียดหน่อย"
 "ดื่มเหล้ามากๆ ก็มีพิษเหมือนกันนะคะ" ยอนเตือน
 "หึ เจ้าอย่าบ่นเป็นยายแก่นักสิ เฮ่อๆๆ"
 "คนต่อไปเชิญค่ะ ไม่สบายตรงไหนหรือคะ" ยอนตรวจคนไข้ต่อ
 มูยุลเข้ามา ยอนตรวจให้ พ่อบ้านก็เข้ามาเชิญยอนกลับ แต่ยอนบอกว่า
 "ไม่เห็นหรือว่ายังมีคนไข้อีกเยอะ ไว้เสร็จแล้วข้าจะกลับเอง"
 "ถ้าท่านไม่ยอมกลับ เราอาจต้องใช้กำลังก็ได้ เร็วเข้า"
 พวกลูกน้องเข้ามา ยอนจำต้องกลับ นางบอกให้คนไข้กลับไปก่อน แต่มูยุลกลับพายอนหนีออกมา พ่อบ้านรีบสั่งให้ลูกน้องตามไปทันที
 มูยุลหอบ "ไม่เป็นไรนะครับ"
 พูดจบมูยุลก็ถูกยอนตบหน้า
 ยอนกลับถึงบ้านก็ถูกทังโนผู้เป็นพ่อพาเข้าเฝ้าพระราชาเทโซ
 "กลับมาแล้วหรือ" พระราชาเทโซรับสั่งถาม
 "ฝ่าบาททรงสำราญดีมั้ยเพคะ"
 "ไม่เห็นเจ้านาน ๆ ก็ชักคิดถึง เดี๋ยวนี้ยังไปตรวจคนไข้ข้างนอกอีกหรือ"
 "ฝ่าบาททรงห่วงใยราษฎร หม่อมฉันก็ห่วงเหมือนกัน"
 ทังโนดุ "ลูกยอน ห้ามเสียมรรยาทต่อฝ่าบาท"
 " เฮ่อๆๆ ไม่เป็นไร ที่ข้าชอบนางก็เพราะเป็นคนพูดตรงนี่แหละ มีศักดิ์เทียบเท่าองค์หญิง กลับไม่รังเกียจชนชั้นต่ำไปรักษาให้พวกเขา นับว่าหายากนัก  เฮ่อๆๆ เฮ่อๆๆ"
 พ่อบ้านตามจับมูยุล แต่มูยุลก็หนีไปจนได้
จบ 4

มูยุล มหาบุรุษพิชิตแผ่นดิน 5  
 มูยุลถูกทังโนนำตัวไปลงโทษที่มาพาตัวยอนหนี
 ขณะที่ทังโนกับยอนยังเฝ้าพระราชาเทโซอยู่
 ทัง โนทูลว่า “อึ้ม เฮ่อๆๆ เพราะความสามารถในการบริหารของฝ่าบาท เทียบกับสมัยก่อน นับว่าเจริญกว่ามากนัก ถ้าไงต่อไปอย่าทรงงานให้หนัก ห่วงพระวรกายไว้บ้าง”
 "ทำไมอยากให้ข้าวางมือซะจริง เฮ่อๆๆ เจ้าเห็นด้วยหรือเปล่า" พระราชาเทโซถามยอน
 "หม่อมฉันเห็นแต่สีพระพักตร์ไม่สู้ดี คงถึงเวลา ควรจะสละบัลลังก์ได้แล้ว"
 ทังโนตกใจรีบดุ "ลูกยอน"
 พระ ราชาเทโซยกมือปราม "เฮ่อๆๆ ไม่เป็นไร หมู่นี้ข้าก็รู้สึกอ่อนเพลียอย่างบอกไม่ถูก ก็น่าอยู่หรอก กรำศึกมาหลายสิบปี ไม่เหนื่อยก็แปลกแล้ว ถ้าไงข้าคงต้องใช้งานพ่อเจ้าให้มากขึ้น ท่านอำมาตย์"
 "พะยะค่ะฝ่าบาท"
 " ข้าอยากให้ท่าน รับตำแหน่งผู้ดูแลเชื้อพระวงศ์ และเหล่าขุนนางทั้งหลายให้อยู่ในกรอบ เชื่อว่าท่านน่าจะทำงานได้ดี ให้ราชสำนักเป็นที่เทิดทูนยิ่งกว่าทุกวันนี้"
 "หม่อมฉันพร้อมจะทำตามพระบัญชา"
 "เฮ่อๆๆ เป็นไงล่ะ โอนงานบางส่วนให้พ่อเจ้าแล้ว ข้ายังจะครองบัลลังก์ต่อไปได้ไหม"
 "ได้เพคะ หม่อมฉันขอดื่มให้ฝ่าบาท"
 "เฮ่อๆๆ ขอบใจมาก เฮ่อๆๆ"
 ยอนกับทังโนกลับออกมาจากตำหนัก ยอนกล่าวกับทังโนว่า
 "ข้าดูยังไง ก็รู้สึกพระพักตร์ไม่ค่อยปกติ เหมือนพระอนามัยของฝ่าบาทไม่สู้ดีน่ะค่ะ"
 " หึๆ เจ้าอย่าห่วงนักเลย ทุกวันนี้ฝ่าบาททรงอยู่ใกล้หมอเพื่อจะให้พระชนม์ยืนยาว และเพื่อป้องกันการถูกวางยา ทั้งเครื่องเสวยและโอสถล้วนมีการตรวจอย่างเข้มงวด ลำพังแค่องครักษ์ก็มีถึงร้อยกว่าคน อีกหน่อยอาจเอาอย่างจิ๋นซีฮ่องเต้ ส่งคนไปแสวงหายาอายุวัฒนะ เจ้าไม่ต้องห่วงแทนหรอก หึๆๆ"
 ขณะที่มูยุลอยู่ในห้องขัง สายลับเมืองฮวางกุกซึ่งต้องโทษประหารไหว้วานให้นำจดหมายลับออกไป มูยุลรับปากให้ความช่วยเหลือ
 "เอานี่ไปให้พ่อค้าในตัวเมือง ที่ชื่อ "ซองแป" ให้ได้"
 "เราอยู่ในสภาพเดียวกัน ข้าจะส่งไปได้ยังไง"
 นักโทษไม่ทันได้ตอบก็แน่นิ่งเสียชีวิตไปก่อน
 ทังโนรู้เรื่องนักโทษเสียชีวิตจากแทชอง เขาดุแทชองว่า
 "อะไรนะ ไม่ทันพูดจะปล่อยให้ตายได้ไง"
 "ขอโทษด้วยครับ"
 ทังโนเดินออกไป ยอนเห็นก็ถามพ่อบ้านว่า
 "มีเรื่องอะไรน่ะ"
 "ได้ตัวสายลับมาจากเมือง "ฮวางยง" แต่ตายในระหว่างไต่สวนน่ะครับ คุณหนูข้าจับหมอนั่นมาได้แล้ว"
 ยอนไปพบมูยุล และถามเขาว่า
 "เจ้าเป็นใครกันแน่ วันก่อนอยู่ชายแดน เจ้าใส่ชุดทหารของโกคูรยอ เมื่อเป็นคนต่างเผ่าแล้วมาอยู่ในพูยอได้ยังไง เป็นสายลับใช่ไหม"
 " ไม่ใช่ครับ ตอนเจอคุณหนูครั้งแรก ข้าเป็นทหารก็จริง แต่เพราะหนีข้ามพรมแดนมาก็เลยถูกจับ สุดท้าย เลยมาอยู่พูยอซะเลย วันนั้นบังเอิญเจอคุณหนูในตัวเมือง เลยตามไปที่โรงหมอ นึกว่าคุณหนูถูกพวกเขาจับตัว อยากตอบแทนบุญคุณก็เลยออกหน้าไปช่วย ทำให้ล่วงเกินคุณหนูไป ต้องขอโทษด้วย"
 "มาอยู่พูยอมีที่พักหรือยัง ที่นี่ เป็นบ้านใต้เท้า "ทังโน" ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์และอำมาตย์แห่งพูยอ เพราะข้ามารักษาใต้เท้าบ่อยๆ เลยสนิทกับเขามาก แค่พูดคำเดียว เขาจะช่วยให้เจ้ามีที่อยู่อาศัย"
 "อ้อ ไม่ต้องหรอกครับ ข้าพอรู้จักพ่อค้าคนหนึ่งและตอนนี้พักอยู่กับเขา ขอแค่ปล่อยข้าออกไป ก็เป็นพระคุณมากแล้ว"
 "งั้นก็ได้ ถ้าไงวันหลัง อยากให้ช่วยอะไร ก็ไปหาที่โรงหมอได้"
 ยอนปล่อยตัวมูยุลออกมา มาโนเห็นหน้ามูยุลก็รีบถาม
 "ไปไหนมาน่ะ เกิดอะไรขึ้นใช่ไหม ข้ารอจนจะแย่"
 "เปล่า แค่ไปเดินเล่นในตัวเมือง"
 "รีบไปเถอะ องค์ชายกลับมาแล้ว"
 "ปลอดภัยดีมั้ย"
 มาโนพยักหน้า "อึ้ม"
 เวลานั้นองค์ชายแฮเมียงทรงคุยกับมาวัง
 "หึ เป็นไงบ้าง ไปดูค่ายฝึกแล้วน่าทึ่งขนาดไหน" มาวังถาม
 "หึ ข้าพอรู้แล้วว่า ทำไมพูยอถึงเป็นแคว้นที่เข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ หึ เพราะใช้คนเป็นๆ ทดสอบยาพิษ"
 " หลายปีก่อน อ๋องแห่งแคว้น "ฮวางยง" ลอบปลงพระชนม์อ๋ององค์ก่อนเพื่อหวังชิงบัลลังก์ พูยอก็มีส่วนร่วมด้วย แต่อ๋องเทโซไม่ต้องใช้กำลังทหาร แค่อาศัยนักรบทมิฬก็สามารถส่งคนของตัวเองครองราชย์ได้แล้ว"
 "ข้าอยากรู้ความเคลื่อนไหวของอ๋องเทโซ มีบ้างมั้ย กำหนดการไปไหนมาไหน ถ้ามีละก้อ เขาจะไปไหนเมื่อไหร่ บอกเวลาและเป้าหมายให้ข้ารู้"
 "ถามทำไม เฮ้ย ล้อเล่น"
 "ใช่ ท่านคาดการณ์ถูกแล้ว ถ้าเราไม่กำจัดอ๋องเทโซซะ ก็ไม่อาจชนะความแข็งแกร่งของแคว้นพูยอ และโกคูรยอ ก็จะเป็นเบี้ยล่างพูยอตลอดไป"
 "หา องค์ชาย ข้างกายอ๋องเทโซมีองครักษ์นับไม่ถ้วนนะพะยะค่ะ เราจะสามารถลงมือได้หรือ"
 "ขอแค่รู้กำหนดการเดินทางของเขา เราก็จะหาช่องโหว่ได้" องค์ชายแฮเมียงยืนยัน
 มูยุลนึกถึงตอนที่เขาได้คุยกับนักโทษในคุกว่า
 นักโทษกล่าวว่า "ข้า เป็นชาวเมือง "ฮวางยง" ที่จะมาลอบฆ่าเทโซ หึ"
 "พูยอกับแคว้นฮวางยง เป็นมิตรที่ดีไม่ใช่หรือ" มูยุลแปลกใจ
 " ทุกวันนี้ อ๋องที่ครองราชย์อยู่ เพราะแผนชั่วของเทโซ ช่วยให้เขาเป็นใหญ่ หึ และข้า เป็นองครักษ์ของอดีตอ๋อง แห่ง แคว้นฮวางยง เอานี่ไปให้พ่อค้าในตัวเมือง ที่ชื่อ "ซองแป" ให้ได้"
 "หึ ใต้ปากมีสองขา ใต้ตามีสองขา ใต้ขุนนางมีสองขา จะทำการลับๆ หึ แปลว่าอะไรนะนี่" มูยุลอ่านข้อความของนักโทษแล้วงง
 มู ยุลให้มาโนพาไปหาพ่อค้าที่ชื่อซองแป พอเห็นร้านเขาก็สั่งให้มาโนรอเขาอยู่ที่หนึ่ง ส่วนตัวเขาก็ตรงไปที่ร้านค้า แต่เผอิญทหารมาจับคุม แทชองเห็นมูยุลก็สั่งทหารให้ไล่จับกุม มูยุลวิ่งหนีพลางร้องบอกให้มาโนวิ่งหนีด้วย พวกทหารไล่ตามมูยุลไปเรื่อยง
 ทางด้านพระราชาเทโซก็ทรงทราบว่าในอาหารมียาพิษ ทรงตรัสถามทังโนว่า
 "อะไรกันนี่ เกิดอะไรขึ้นน่ะ"
 "เพื่อลอบปลงพระชนม์ฝ่าบาท ไส้ศึกของเมืองฮวางยง ได้แอบเข้ามาถึงในวังพะยะค่ะ"
 "ลอบฆ่าข้าหรือ"
 "พอรู้ว่าฝ่าบาทโปรดการแช่น้ำแร่ จึงผสมยาพิษในน้ำมันหอมระเหย ตอนนี้ฝ่าบาท ได้รับพิษเข้าสู่พระวรกายแล้ว"
 "เป็นไปได้ไง ทำไมมีคนร้ายเข้ามา แต่ไม่มีใครรู้"
 "ฝ่าบาท หม่อมฉันยินดีรับความตาย" แชบูกล่าว
 ทัง โนทูลพระราชาเทโซว่า "ระยะนี้ เครื่องบรรณาการของเมืองฮวางยงมักถูกปล้นชิงอยู่เรื่อย ก็เป็นฝีมือทหารที่คิดกบฎพะยะค่ะ พวกเขาเอาของที่ปล้นได้ ไปเปิดร้านขายในตัวเมือง เพื่อเป็นเงินสมทบทุน ในการลอบปลงพระชนม์ต่อไป ฝ่าบาท ดูจากรูปการณ์แล้ว น่าจะมีผู้ก่อการร้าย ที่แฝงตัวเป็นพ่อค้าอยู่ในเมืองพูยอเป็นจำนวนมาก แต่เราก็ยากจะสืบได้พะยะค่ะ"
 "สั่งเพิ่มกำลังตรวจตราให้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มการค้าที่มาจากต่างแดน เจอใครน่าสงสัยก็ให้จับไว้ อย่าปล่อยออกไป"
 "พะยะคะฝ่าบาท"
 แทชองนำทหารออกไปตรวจค้นพวกชาวบ้าน
 พวกองค์ชายแฮเมียงเห็นเหตุการณ์ก็แปลกใจว่าเกิดอะไรขึ้น มาโนบอกว่า
 "คือว่า จริงๆ พวกทหารจะไปจับพ่อค้าต่างเมืองที่ต้องสงสัยมากกว่า แต่บังเอิญเราเจอลูกหลงด้วยน่ะครับ"
 มาวังวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา "องค์ชายๆ เกิดเรื่องใหญ่แล้วพะยะค่ะ ต้องรีบหาที่หลบก่อน"
 "เกิดเรื่องอะไร"
 " หึ ทหารเมืองฮวางยง ปลอมเป็นพ่อค้ามาอยู่ในเมืองพูยอ ถูกคนจับได้ หึ หึ ตอนนี้พวกทหารกำลังตรวจค้นร้านค้าของพ่อค้าต่างเมืองเป็นการใหญ่ ถ้าอยู่ต่อจะมีอันตรายมาก"
 "ที่พวกเจ้าถูกตามล่าก็เพราะอย่างงี้หรือ"
 "หึ ไม่มีเวลาอีกแล้ว รีบไปเถอะพะยะค่ะ ถ้าองค์ชายถูกจับ หม่อมฉันจะพลอยแย่ไปด้วย"
 แม่ทัพคนหนึ่งมาเคาะเรียกให้เปิดประตูเร็ว องค์ชายแฮเมียงสั่งให้ทุกคนรีบไป ทั้งหมดวิ่งหนีออกมา และมาพักที่หนึ่ง
 "คงต้องข้ามเขา "โชยอง" ไปอีก แม้เส้นทางจะคดเคี้ยว แต่จะถึงโชบุนได้เร็วขึ้น"
 "ท่านแม่ทัพ" มาโนเข้ามา
 เคยูถาม "ได้อะไรมาบ้าง"
 "เชิญไปดูทางโน้นก่อน ดูนั่นสิครับ"
 เคยูตามไปดู "เป็นเครื่องบรรณาการของเราที่จะส่งไปพูยอ"
 พวกเคยูเห็นพวกทาสถูกทารุณ มูยุลจะเข้าไปช่วย เคยูห้ามไว้
 "อย่า จะทำอะไร"
 "ข้ากลัวจะมีคนตาย ต้องไปช่วยเขา"
 "ที่นี่เป็นเขตพูยอ ต่อให้พวกเราเอง ก็ไม่มีสิทธิ์ปล้นเครื่องบรรณาการหรอกนะ"
 "แต่ว่า หึ"
 มาโนถาม "ถ้าอย่างงั้น จะปล่อยให้พวกมัน"
 "ยังไม่เงียบอีก ขืนมีเรื่องบาดหมางกับแคว้นพูยออีก ใครจะรับผิดชอบผลที่ตามมา"
 เคยูทูลองค์ชายแฮเมียง "ไปเถอะพะยะค่ะ องค์ชาย"
 "ข้าอยากไปช่วยพวกเขา"
 "องค์ชาย"
 " ชั่วชีวิตมูยุลกับมาโน ที่เขียนภาพฝาผนังอยู่ในถ้ำ พวกเขาเห็นความทุกข์ของการเป็นทาสอย่างดี สิ่งที่พวกเขายังรู้ แล้วข้าเป็นองค์ชายกลับไม่รู้สึกรู้สม มันคงน่าละอาย"
000000000000000
 ทังโนจับพวกพ่อค้าที่ต้องสงสัยว่าจะมีส่วนในการลอบปลงพระชนม์พระราชาเทโซ ยอนมองหานึกว่าจะเห็นมูยุล
 องค์ชายแฮเมียงทำให้เกิดไฟไหม้แล้วเข้าไปช่วยพวกทาสมาได้
 "ข้า คือองค์ชายโกคูรยอชื่อแฮเมียง"
 พวกทาสตกใจนิดหนึ่งก่อนจะดีใจ "หา เอ่อ ขอบพระทัยที่มาช่วยเรา ขอบคุณองค์ชาย ขอบพระทัยมาก ขอบพระทัยเพคะ"
 " ข้า ไม่คู่ควรได้รับคำขอบคุณจากพวกท่าน การช่วยพวกท่านคราวนี้ อาจทำให้เกิดความหวังที่จะรอดชีวิต หรือยิ่งมีความเป็นอยู่ลำบากกว่านี้หรือเปล่า ข้าก็ไม่รู้ได้ เพราะไม่อาจพาพวกท่านกลับไปโกคูรยอได้อีก ไม่อาจรับรองความปลอดภัยในอนาคตวันหน้า ในฐานะเป็นองค์ชาย สิ่งที่ข้าจะทำเพื่อพวกท่านได้ ก็มีเพียงแค่นี้ แต่ว่าข้าขอให้สัญญากับพวกท่าน จะลบล้างความอัปยศในคราวนี้ ให้พวกท่าน ได้กลับไปบ้านเกิด อยู่กับญาติพี่น้องโดยเร็ว"
 พวกทาสร้องไห้ออกมา "ฮือๆๆ"
 "ไปซะ ก่อนที่ทหารพูยอจะตามมา รีบไปจากที่นี่"
 "องค์ชาย เราก็รีบไปเถอะ"
 "ข้าจะไม่กลับโชบุน จะไปเมืองหลวง เข้าเฝ้าฝ่าบาทแทน"
 เมื่อถึงเมืองหลวง องค์ชายแฮเมียงก็เข้าวังหลวงทันที มียูตรัสว่า
 "นานแล้วที่ไม่ได้อยู่กันพร้อมหน้านะ"
 องค์ชายยอจินว่า "เจ้าพี่ ถ้ายังไง กลับมาอยู่เมืองหลวงเถอะนะ"
 "หึ ข้าน่ะ ทำผิดใหญ่หลวง กำลังอยู่ในช่วงรับโทษ และมีงานต้องทำที่โชบุนอีก ปล่อยให้เจ้าช่วยฝ่าบาทดีกว่า"
 องค์ หญิงเซยูรับสั่งทันทีว่า "วัน มีแต่ทำเครื่องประดับ บ้านเมืองเกิดอะไรขึ้น ดีหรือร้ายยังไง  ไม่เห็นเขาจะสนใจเลย แล้วจะช่วยฝ่าบาทได้ยังไง"
 พระ มเหสีมียูรีบตรัสว่า "นั่นเพราะองค์หญิงไม่เข้าใจต่างหาก ยอจินก็ได้ทำหน้าที่องค์ชาย เรียนรู้หลักการปกครองชั้นสูงจากขุนนางที่มีประสบการณ์"
 "ขุนนางที่พระมเหสีทรงหมายถึง ก็คือ ท่านซังกาแห่งเผ่าพีรูใช่ไหม"
 "หมายความว่าไง"
 "หึ คนในวังพูดกันอย่างงั้น ว่าหมู่นี้ ทรงให้ท่านซังกาเข้าเฝ้าบ่อยๆ"
 พระมเหสีมียูรีบปฏิเสธ "เอ่อ ไม่จริงเลยซักนิด ฝ่าบาทเพคะ ถ้าได้ยินข่าวลืออะไรก็อย่าทรงใส่พระทัยนะเพคะ เพราะมันเหลวไหลมาก"
 พระราชายูริไม่ทรงสนพระทัย ตรัสถามองค์ชายแฮเมียงว่า
 "เจ้าเมืองโชบุนส่งข่าวมาว่าเจ้าขอไปเมืองเทียนเฉา แล้วยังไง เหตุการณ์ทางโน้นเป็นไงบ้าง"
 "หม่อฉัน ไม่ได้ไปเมืองเทียนเฉา"
 พระราชายูริทรงแปลกพระทัย องค์ชายแฮเมียงให้มูยุลนำของเข้ามา
 "หนุ่มคนนี้ เป็นช่างเขียนรูปที่อยู่ในสุสานพระราชาจูมงนี่นา" พระราชายูริทรงจำได้
 "พะยะค่ะ หม่อมฉันให้เขามา เป็นคนอารักขาความปลอดภัย เอาของมา เชิญทอดพระเนตร โครงสร้างทางทหารของพูยอ และกำหนดการของอ๋องเทโซ"
 "เจ้าไปถึงค่ายฝึกนักรบทมิฬจริงหรือ"
 " พะยะค่ะ หม่อมฉันได้ไปดูของจริงกับตา เห็นพวกนักรบทมิฬ ใช้คนเป็นทดลองยาพิษ เพิ่มประสิทธิภาพของนักฆ่า หลายปีก่อน เกิดเหตุจลาจลในเมืองฮวางยง ก็เป็นฝีมือนักรบทมิฬของอ๋องเทโซ หม่อมฉันคิดว่าช้าเร็ว เขาต้องส่งคนกลุ่มนี้มากุมอำนาจการปกครองของเราแน่ ฝ่าบาททรงมอบทหารให้หม่อมฉันเพื่อที่จะ ลอบสังหารอ๋องเทโซเถอะ แม้ว่ากำลังของพูยอจะเหนือกว่าเรามาก แต่ถ้าไม่มีอ๋องเทโซซักคน กำลังใจของทหารก็จะสั่นคลอนอย่างมาก ถึงตอนนั้นเราค่อยเปิดศึกกับพวกเขาก็ยังไม่สาย"
 "ถ้าไม่มีอ๋องเทโซซักคน แน่นอนว่าโอกาสจะเป็นของเรา แต่เราจะทำไงถึงสังหารเขาได้"
 "ทุกวันนี้เขาต้องไปเยี่ยมทหาร ที่นอกเมืองเดือนละครั้งเป็นกิจวัตรประจำ ถึงตอนนั้นถ้าเราจะลงมือ อาจมีหวังก็ได้"
 "ถ้าเข้าไปถึงพูยอ ถูกจับได้ เจ้ากับทหารจะตายหมด ข้าไม่เห็นด้วย"
 "ขอเพียงเอาชีวิตเทโซได้ หม่อมฉัน พร้อมจะพลีชีพพะยะค่ะ"
 "แล้วที่ข้าคุกเข่าให้อ๋องเทโซ ยอมรับความอัปยศเพื่ออะไรกัน ไม่ใช่เพื่อรอโอกาสหรอกหรือ เพราะฉะนั้น ข้าจะไม่ให้เจ้าทำอะไรวู่วาม"
 ขณะที่พระมเหสีมียูมีรับสั่งให้คนไปตามซังกามาเฝ้า
 "ท่านมาแล้วหรือ รู้หรือยังว่า องค์ชายแฮเมียงได้กลับมาเมืองหลวง"
 "รู้พะยะค่ะ แล้วมีอะไรไม่ทราบ"
 " เขากำลังวางแผนจะทำสิ่งที่น่ากลัว ไปขอทหารจากฝ่าบาทเพื่อลอบสังหารอ๋องเทโซ ตั้งแต่เขาเสียตำแหน่งเจ้าเมืองไป อำนาจทางทหารก็ถูกลดลงด้วย เลยพยายามทำทุกอย่างที่จะกอบกู้ฐานะคืนมาใหม่ ซึ่งเราจะเปิดโอกาสให้เขาไม่ได้ คำพูดของข้า ท่านเข้าใจความหมายใช่ไหม"
 ซังกาฟังแล้วอึ้งคิดหนัก
 เมื่อมีโอกาสอยู่กันตามลำพัง องค์ชายเซยูก็ตรัสกับองค์ชายแฮเมียงอีกว่า
 " ใครๆ ก็รู้ว่านางคิดยังไง จะใช้หัวหน้าเผ่าพีรู ช่วยให้ยอจินได้เป็นรัชทายาท เรื่องของเรื่อง เพราะเจ้าพี่ไม่ค่อยได้อยู่เมืองหลวง ฝ่าบาทก็ดูเหมือนจะหายกริ้วมากแล้ว หึ ถ้าไงกลับมาอยู่นี่เถอะนะ"
 "ข้ายังมีงานต้องทำอีกมาก ไว้เสร็จงานทั้งหมดแล้ว ค่อยกลับมาดีกว่า หึ"
 ด้านมูยุลก็นั่งคิดเรื่องจดหมายที่เขาได้มา มาโนเข้ามาถามก็ปฏิเสธว่าไม่มีอะไร แต่มาโนเห็นจดหมายเสียก่อน
 " ไม่มีอะไรก็มาดูซี่ ชอบมีความลับกับข้าเรื่อย เฮ้ย นี่มัน กำหนดการของเบื้องสูง วันที่ 10 เดือน 10 ใต้ปากมี 2 ขา ใต้ตามี 2 ขา ใต้ขุนนางมี 2 ขา"
 "เบื้องสูงคงหมายถึงอ๋องเทโซ แต่นอกนั้น ไม่รู้ว่าหมายถึงอะไรบ้าง"
 " ใต้ปากมี 2 ขาๆ ใต้ตามี 2 ขา ใต้ขุนนางมี 2 ขา ใต้ปากจะมีขาได้ไง ปากบวกกับ เฮ้ย มูยุล นี่มัน เป็นอักษร "จี" ใช่ไหม นี่ไง ใต้ปากมีขา เห็นหรือเปล่า ส่วนนี่ ใต้ตามี 2 ขาก็คืออักษร "แพ"  ใช่แล้ว เห็นมั้ย"
 มูยุลอึ้ง "เจ้า"
 "แหม ก็แค่ปริศนากล้วยๆ"
 มูยุลตาโต "จริงหรือ ถ้าอย่างงั้น ใต้ขุนนางมี 2 ขา ก็คือ "ยอน" "จีแพยอน" อ๋องเทโซ วันที่ 10 เดือน 10 จะเดินทางไป จีแพยอน"

มูยุล มหาบุรุษพิชิตแผ่นดิน 5 ต่อ 
 คู ชูทูลพระราชายูริว่า "หัวหน้าเผ่าทั้งหลายรวมถึงท่านซังกา ล้วนไม่เห็นด้วยที่จะสู้กับพูยอ หากอ๋องเทโซสิ้นพระชนม์เมื่อไหร่ แคว้นพูยอจะมีปัญหาเรื่องการสืบบัลลังก์ แต่เราก็ไม่มั่นใจว่าจะชนะพวกเขา เลยไม่ควรเสี่ยงพะยะค่ะ"
 "แทชองเข้ามาซิ ไปตามองค์ชายแฮเมียงมาพบข้า"
 แทชองรับคำ "พะยะค่ะ"
 องค์ชายแฮเมียงเข้าเฝ้าพระราชายูริตามรับสั่ง
 " ข้าถามความเห็นหัวหน้าเผ่าทั้งหลายแล้ว พวกเขาคัดค้านที่เราจะเปิดศึกกับแคว้นพูยอ ต่อให้อ๋องเทโซตายไป ถ้าไม่มีทหารจากเผ่าต่างๆ มาช่วย เราก็ไม่อาจต่อกรกับพูยอได้"
 "หม่อมฉัน สามารถทำงานนี้ให้สำเร็จ ฝ่าบาท โปรดเชื่อหม่อมฉันเถอะพะยะค่ะ"
 "อย่าเพิ่งคิดการใหญ่ตอนนี้เลย กลับไปโชบุนเถอะ"
 องค์ชายแฮเมียงอึ้ง "ฝ่าบาท"
 มาโนเห็นเคยูมองบางอย่างก็เข้าไปทัก
 "ยืนดูอะไรแทบไม่กระพริบตา"
 เคยูกระแอม มาโนตาโต "ว้าว ผู้หญิงอะไรจะเก่งขนาดนี้"
 "มานี่ซิ" องค์หญิงเซยูเรียก "ถ้าเดาไม่ผิด พวกเจ้าคงเป็นทหารที่มาใหม่ ถ้าเอาชนะข้าได้ ข้าจะช่วยให้เลื่อนตำแหน่งเร็วๆ"
 องค์หญิงเซยูสู้ เคยูก็ลงมือทันที ก่อนจะบอกว่า
 " ไม่รู้ว่าเจ้ามีหน้าที่อะไรในวัง รู้แต่หน้าตาไม่เลว แถมฝีมือก็ใช้ได้ หึ ข้าน่ะ เป็นคนสนิทขององค์ชายแฮเมียงชื่อว่า "เคยู" ต่อไป ให้ข้าช่วยเจ้าดีกว่า"
 มูยุลรีบเข้ามาบอก "เฮ้ย ท่านแม่ทัพ หึ องค์หญิง หึ โปรดอภัยให้ด้วย หึ ท่านแม่ทัพ ไม่รู้ว่าทรงเป็นองค์หญิง"
 "เอ่อ หม่อมฉันไม่รู้ว่าเป็นองค์หญิง ขอทรงอภัยด้วย หึ"
 องค์หญิงเซยูไม่ว่าอะไร เสด็จออกไป เคยูหันมาเล่นงานมาโน
 "เฮ่ย เจ้าตัวแสบนี่ ทำไมไม่บอกก่อนว่านางเป็นใคร"
 "ก็ ไหนท่านบอกว่า รู้ทุกอย่างในวังดีไงล่ะ แล้วทำไม แม้แต่องค์หญิงยังไม่รู้จัก"
 เคยูสะอึก "หึ เฮ่ย"
 "หึๆ มูยุล วันนี้ข้าอารมณ์ดี เราไปเดินเล่นในตัวเมืองมั้ย นี่อะไรน่ะ โอ๊ะ อะไร"
 "ไปเถอะน่า"
 มาโนบ่น "โธ่เอ๊ย ซื้อของไปฝากหัวหน้าดีกว่า นี่ดีมั้ย"
 "ก็พอไหว"
 "เป็นของดีนะครับ มาจากเมืองฮวางยง คุณภาพชั้นหนึ่งเลยล่ะ แหะๆ"
 "แสดงว่าท่าน รู้จักเมืองฮวางยงหรือ"
 พ่อค้าบอกว่า "ก็เป็นชาวฮวางยงแท้ๆ จะไม่รู้จักได้ไง แหม"
 "ถ้าอย่างงั้น คำว่า "จีแพยอน" หมายถึงอะไรน่ะ"
 พ่อ ค้าบอกมาว่า "จีแพยอน? ก็เป็นที่ตั้งวังหลวงเมืองฮวางยงไงล่ะน้องชาย สมัยก่อนตอนสถาปนาเมืองฮวางยง ใครๆ ก็เรียกที่นั่นว่าจีแพยอน ทุกวันนี้แม้แต่ชาว ฮวางยงเองก็ลืมเรื่องนี้ไปหมดแล้ว ว่าแต่ เจ้าไปฟังมาจากไหนน่ะ"
 มูยุลรีบไป มาโนรีบเรียก "เดี๋ยว เฮ้ย มูยุล"
 มูยุลไปเฝ้าองค์ชายแฮเมียง
 "องค์ชาย หม่อมฉันมูยุล"
 "อ้อ เข้ามาสิ"
 "หม่อมฉันมีเรื่องสำคัญ จะมาทูลให้องค์ชายทราบ"
 "เรื่องอะไร"
 "หม่อมฉัน ปิดบังเรื่องบางอย่างต่อองค์ชาย"
 มูยุลนำจดหมายของนักโทษมอบให้องค์ชายแฮเมียง
 "นี่มันอะไรกัน"
 " นี่คือ วันที่ 10 เดือน 10 อ๋องเทโซจะทำพิธีบูชาฟ้า ในเขตวังหลวงของเมืองฮวางยง เป็นข่าวที่ได้จากสายลับคนหนึ่ง ที่คิดวางแผนลอบปลงพระชนม์ เชื่อว่าคงไม่ผิดแน่"
 "ให้เคยูกับมาโนมาพบข้า"
 "พะยะค่ะ"
 เมื่อทุกคนมาครบ องค์ชายแฮเมียงตรัสว่า
 "เราจะเดินทางกลับเมืองโชบุน ไปเก็บของซะ"
 "มีเรื่องด่วนหรือพะยะค่ะ"
 "เราจะวางแผน ฆ่าอ๋องเทโซ"
 ทัง โนทูลพระราชาเทโซว่าเครื่องบรรณาการที่โกคูรยอส่งมา ถูกทหารเมืองฮวางยงดักปล้นอีกแล้ว คนของเราล้มตายหมด ทั้งข้าวของและทาส อันตรธานหายไปไม่รู้ร่องรอย
 พระราชาเทโซตรัสถาม "แน่ใจหรือว่าเป็นฝีมือทหารเมืองฮวางยงน่ะ"
 " ในที่เกิดเหตุ พบธนูของเมืองฮวางยงพะยะค่ะ และจากสาส์นท้ารบที่พวกมันส่งมา จากเหตุการณ์คราวที่แล้ว อาจมีการแก้แค้นตามมาเป็นระยะ ฝ่าบาท ที่จะเสด็จไปเมืองฮวางยง ทรงยกเลิกดีมั้ยพะยะค่ะ ตราบใดที่ยังปราบพวกกบฎไม่ได้ มันจะเสี่ยงเกินไป อีกอย่าง ถ้าให้พวกมันรู้เส้นทางการเสด็จละก้อ"
 แชบูถาม "รู้ได้ไง มันเป็นความลับสุดยอดไม่ใช่หรือ ฝ่าบาท นี่เป็นงานที่ถูกกำหนดไว้นานแล้ว หากยกเลิกกระทันหัน จะมีผลต่อพระเกียรติของฝ่าบาท ส่วนเรื่องความปลอดภัย หม่อมฉันจะดูแลให้เอง ทรงวางพระทัยได้"
 "ท่านเจ้ากรม มั่นใจขนาดนี้เชียวหรือ ท่านกล้ารับรองความปลอดภัยของฝ่าบาทได้หรือ"
 "ข้าได้เตรียมถวายอารักขาอย่างรัดกุม ไม่ต้องห่วงหรอก"
 "เตรียมการยังไง ทำไมข้าไม่เห็นรู้ซักนิด" ทังโนว่า
 พระราชาเทโซทรงปราม "อย่าทะเลาะกัน ข้าจะไปตามกำหนดเดิม"
 "ฝ่าบาท"
 " คนอย่างข้ามีหรือจะกลัวคนถ่อยพวกนี้ ถ้าเราจะต่อกรกับเทียนเฉา ก็ต้องรักษาสายสัมพันธ์กับเมืองฮวางยงไว้อย่างเหนียวแน่น เพราะฉะนั้น ทุกคน ไปเตรียมตัวได้"
 ทังโนกลับไปด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ยอนเห็นจึงถาม
 "ท่านพ่อ กลุ้มใจอะไรหรือคะ"
 "อึม เรื่องที่ฝ่าบาท จะเสด็จไปเมืองฮวางยงให้ได้"
 "ไปเมืองฮวางยงตอนนี้ มันจะค่อนข้างเสี่ยงนะคะ"
 "พ่อก็ทูลแล้วทูลอีก แต่ฝ่าบาทก็ทรงดื้อแพ่งไม่ยอมฟัง พ่อก็เลยจนปัญญา"
 "งั้น" ยอนอึกอักไปนิด
 "มีอะไรจะพูดอีกหรือ"
 "ข้าอยากไปค่ายฝึกนักรบทมิฬค่ะ"
 ทังโนมองหน้าลูกสาว "หือ"
 "เพราะพี่ "โทจิน" เขียนจดหมายมา บอกว่ามีหลายคนรับการฝึกจนบาดเจ็บสาหัส ข้าอยากไปช่วยพวกเขาน่ะค่ะ"
 "หึ ถ้าเจ้าต้องการอย่างงั้น ก็ตามใจเถอะ แต่ว่า ที่นั่นค่อนข้างเข้มงวด ต้องระวังด้วยล่ะ"
 ยอนดีใจ "ค่ะ"
 มูยุลกับมาโนนำของฝากมามอบให้เฮยา
 เฮยาชม "หึ น่ารักดี"
 "ซื้อมาจากเมืองหลวงน่ะครับ" มาโนคุย
 "ไปถึงเมืองหลวงเชียวหรือ"
 "ครับ"
 "ได้เปิดหูเปิดตาสมใจแล้วสิ ออกไปเห็นโลกภายนอก รู้สึกยังไง"
 " ก็ดีครับ โดยเฉพาะ ได้ติดตามองค์ชายผจญภัย ก็ยิ่งสนุกมากขึ้น างครั้งที่อยู่กับองค์ชาย มีความรู้สึก อยากให้ตัวเองมีพ่อหรือพี่ชายซักคน"
 "มีความคิดแบบนี้ก็ดี จะได้ตั้งใจช่วยองค์ชายมากขึ้น เพราะคนๆ นี้ ไม่เคยทำให้ใครผิดหวัง"
 มูยุลเข้าใจ "อึม"
 "ถ้าอย่างงั้น เราคงต้องขอลา"
 "ดูแลตัวเองดีๆ และตั้งใจทำงานล่ะ" เฮยาอวยพร
 มูยุลรับคำ "ครับ"
 แม่ทัพเมื่อได้รับรู้แผนการขององค์ชายแฮเมียงก็อึ้งไป
 "รับสั่งว่า จะลอบสังหารอ๋องเทโซหรือ"
 "วันที่ 10 เดือน 10 เมืองฮวางยงจะมีพิธีบูชาฟ้า อ๋องเทโซจะไปร่วมด้วย และข้าจะไปลอบสังหาร อ๋องเทโซในระหว่างเดินทาง"
 " องค์ชาย แต่ตอนนี้ไม่มีกำลังทหาร เราไม่มีผู้ช่วยแล้วจะคิดการใหญ่ได้ยังไงพะยะค่ะ ถ้างานนี้ล้มเหลว อาจไม่ใช่แค่ปลดจากตำแหน่งเจ้าเมืองเท่านั้น หมายถึงชีวิตองค์ชายด้วย นี่ยังไม่ถึงเวลา รอให้ครองราชย์แล้วมีกำลังเพียงพอ ซักวันเราต้องเอาชีวิตอ๋องเทโซได้"
 "ใช่ ท่านพูดมาก็ถูก ซักวันหนึ่ง ทหารนับหมื่นของโกคูรยอ คงได้ปะทะ กับพูยออย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ว่า ตอนนี้แค่ให้ข้าตายคนเดียวเท่านั้น"
 เคยูถามว่า "องค์ชาย แล้วเรื่องทหารจะทำยังไง"
 "ข้าจะใช้ทหารรับจ้างที่อยู่ในป่า ส่วนใหญ่คนพวกนี้  ก็พลัดพรากจากบ้านเกิดเพราะถุกพูยอรุกราน เชื่อว่าน่าจะยอมช่วยเรา"
 "ทหารรับจ้างเก่งกาจก็จริง แต่มีจำนวนแค่หลักสิบ จะให้สู้กับทหารพูยอ มันจะไหวหรือพะยะค่ะ"
 "ขอเพียงมุ่งมั่นในการทำงาน ไม่ว่าอะไรก็ต้องสำเร็จ"
 มาโนไปสืบหาที่อยู่ของพักโซจนพบ แล้วมูยุลก็เข้าไปคุยกับพักโซ
 "เฮ้ย นั่นใครน่ะ เจ้าสองคนเองหรือ เรื่องที่ชายแดน เราซาบซึ้งก็จริง แต่ถ้ามาหาเรื่องอีก คงไม่ยอมง่ายๆ หรอกนะ"
 "ข้าไม่ได้มาหาเรื่อง แต่จะช่วยพวกเจ้า แต่ว่ามีเรื่องจะพูดก่อน"
 มูยุลบอกความประสงค์ให้พักโซรับทราบ พักโซสบถออกมา
 "จะบ้าหรือ งานแบบนี้ทำไมเราต้องไปเสี่ยง"
 "ไปหรือไม่ไป อยู่ที่ความสมัครใจ แต่ถ้าไปจะคุ้มกว่า"
 "เพราะอะไร"
 " ถ้าพวกเจ้ายอมไปด้วย จะมีผลงานให้องค์ชายได้เห็น และองค์ชายแฮเมียง ก็คือว่าที่พระราชา อาจช่วยให้พวกเจ้าเกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่งั้นจะอยู่ในบ่อนทั้งชาติ ขายของเถื่อนตลอดไปหรือ โอกาสไม่ได้มีบ่อยหรอกนะ"
 "เราไม่ได้สนิทกันมากมาย และข้าก็ไม่คิดจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ อยู่แบบนี้ก็พอแล้ว"
 "หึ แต่ถ้าเปลี่ยนใจเมื่อไหร่ พรุ่งนี้ไปพบข้าที่เนินขา "ชางชอน" ได้"
 ผู้ ช่วยของแพกึยมาบอกว่ามีการฝึกทหารรับจ้างสิบกว่าคน แพกึยจึงไปดูด้วยตัวเอง พอดีมาโนกับมูยุลเห็น มูยุลสั่งให้มาโนรีบกลับไปที่ค่ายฝึกเพื่อบอกองค์ชายแฮเมียงให้รู้
 "แล้วเจ้าล่ะ" มาโนถาม
 "ข้าจะหลอกพวกเขาไปอีกทาง ยังไม่ไปอีก"
 มาโนรีบไปบอกองค์ชายแฮเมียง ทรงสั่งใหสลายตัวก่อน ส่วนมูยุลก็หลอกล่อพวกแพกึยไปอีกทางหนึ่ง และเจอกับพวกพักโซ 
 พักโซถาม "เกิดอะไรขึ้น"
 "หึ เดี๋ยวค่อยบอกให้รู้ รีบไปจากที่นี่ก่อน"
 ว่าแล้วก็พากันหนีไปอย่างเร็ว ผู้ช่วยนำแพกึยตามมาแต่ไม่ทัน
 "พวกมันหายไปหมดเลยครับ"
 "องค์ชายระดมพลขนาดนี้ จุดประสงค์เพื่ออะไรกันแน่"
 "หรือว่า จะวางแผนก่อกบฏหรือเปล่า"
 "กบฏหรือ"
 "ใช่ครับ เพราะสภาพขององค์ชายตอนนี้ อาจคิดว่าถูกฝ่าบาทมองข้ามความสำคัญก็ได้
 "หึ เขาไม่ใช่คนโง่ขนาดนั้น น่าจะมีแผนอื่น มีแผนอะไรที่เราไม่รู้ ไปหาร่องรอยองค์ชายให้พบ"
 แม่ทัพสองคนกำลังปรึกษากับองค์ชายแฮเมียง
 "แพกึยมาด้วยตัวเอง แสดงว่ารู้ความเคลื่อนไหวขององค์ชายดี"
 "ถ้าอย่างงั้น ที่เราวางแผนจะสังหารอ๋องเทโซ เขาก็รู้ด้วยน่ะสิ"
 "ไม่หรอก คิดว่าตอนนี้เขายังไม่รู้ แต่ว่า คงรู้ถึงความผิดปกติบางอย่าง จะทำไงดีพะยะค่ะ"
 "อย่าให้พลาดโอกาสที่หายาก ป่านนี้แพกึยคงจะเที่ยวสืบหาร่องรอยพวกเรา เราต้องรีบเดินทางแล้ว"
 แม่ทัพเข้าใจ "อึม"
 องค์ชายแฮเมียงกล่าวต่อว่า "ขบวนของอ๋องเทโซ เป็นไปได้ว่า อาจจะผ่านตรงจุดนี้ ก่อนอื่น  เราจะอยู่ที่นี่ วางกำลังไว้ก่อน"
 "พะยะค่ะ พวกเรา ไปได้แล้ว"
 "ทำงานได้แล้ว รีบไปเร็ว พวกเรา"
0000000000000
 ยอนเดินทางมาหาโทจิน
 "พี่โทจิน"
 "หึ พอส่งจดหมายไปแล้ว ข้ารู้สึกคิดผิด"
 "ทำไมล่ะ"
 "เพราะไม่รู้เจ้าจะมาหรือเปล่า วันๆ เฝ้ารอแล้วรออีก ไม่เป็นอันฝึกฝน แต่ว่า ไม่นึกว่าเจ้าจะมาเร็วขนาดนี้"
 "ท่านมีเรื่องไหว้วาน ข้าจะไม่ช่วยได้ไง แล้วท่านเป็นไงบ้าง คนอื่นมีแต่เจ็บหนักทั้งนั้น"
 " ข้ายังอิจฉาพวกเขามากกว่า ที่ได้นอนสบายบนเตียง ทุกวันนี้ แค่คิดว่าตัวเองยังอยู่รอดก็เหมือนปาฏิหาริย์แล้ว พ่อเจ้าเป็นไงบ้าง สบายดีมั้ย"
 "สบายดี แต่จะตามฝ่าบาทไปเมืองฮวางยง"
 "ฝ่าบาทจะเสด็จเมืองฮวางยงหรือ ไม่เห็นรู้เลย"
 "ในเมืองพูยอ ก็มีน้อยคนจะรู้เรื่องนี้"
 องค์ชายแฮเมียงเสด็จไปดูที่หมายด้วยตนเอง
 เคยูกล่าวว่า "พรุ่งนี้เช้าขบวนของอ๋องเทโซจะผ่านมาทางนี้"
 "คงมีทหารอารักขาเป็นจำนวนมาก ต่อให้ซุ่มโจมตี คนของเราก็น้อยกว่าอยู่ดี"
 "ทำตามแผนที่วางไว้"
 แม่ทัพถึงกับถอนหายใจกล่าวอะไรไม่ออก
 เวลานั้นพักโซก็ถามมูยุลว่า
 "นี่ ตอนนี้จะบอกได้หรือยัง"
 "อะไร" มูยุลย้อนถาม
 "ศัตรูที่เราจะเล่นงานเป็นใคร"
 "แหะ รู้แล้วจะทำไม"
 "เผื่อเห็นท่าไม่ดีจะได้เผ่น พวกเจ้าเป็นทหารต้องทำตามคำสั่งองค์ชาย แต่เราไม่ใช่ เรื่องอะไรยอมตายง่ายๆ"
 "มาถึงขนาดนี้ กลับลำไม่ทันแล้ว ครั้งแรกในชีวิตที่ได้ทำงานสำคัญ หึ ตั้งใจหน่อยล่ะ"
 "เขาพูดอะไร"
 "อยากรู้มั้ยว่าศัตรูเป็นใคร"
 "พูดมาสิ"
 "หึ อ๋องเทโซ" มาโนตอบ
 พักโซตกใจ "อะไรนะ"
 "ถ้าสังหารเขาได้ เราจะเป็นวีรบุรุษของโกคูรยอ"
 "วีรบุรุษหรือ หัวจะหลุดน่ะสิ สงสัยจะบ้าแล้ว"
 "ตอนนี้ ถึงกลับตัวก็สายไปแล้ว หึ หึๆ" มาโนขำ
 องค์ชายแฮเมียงเห็นมูยุลยังไม่นอนก็เข้ามาคุยด้วย
 "อ้อ หึ ยังไม่นอนอีกหรือ"
 "พะยะค่ะ หม่อมฉันนอนไม่หลับ"
 "กลัวหรือไง"
 "พะยะค่ะ มันก็ กลัวนิดหน่อย"
 "ถ้าอย่างงั้น เปลี่ยนใจตอนนี้ยังทันนะ"
 " ไม่พะยะค่ะ ถึงจะกลัว หม่อมฉันก็ขอสู้ เพราะองค์ชาย เป็นแรงบันดาลใจให้หม่อมฉัน สมัยก่อนที่อยู่ในถ้ำ หม่อมฉันเคยตั้งความหวังไว้ว่า ซักวันจะออกไปดูโลกภายนอก ก็ไม่รู้ทำไม ถึงอยากออกไปผจญภัยนักหนา รู้แต่ว่าต้องออกมาให้ได้ แต่ว่า พอได้รู้จักกับองค์ชาย หม่อมฉันถึงรู้ว่าจะทำอะไร และอยู่เพื่ออะไรกันแน่ รู้ว่าหม่อมฉันเป็นชาวโกคูรยอ มีหน้าที่หวงแหน และปกป้องบ้านเมืองให้พ้นภัย ตอนเห็นชาวบ้านถูกจับไปแคว้นพูยอ นั่นเป็นครั้งแรก ที่รู้สึก แค้นจนอยากทำอะไรซักอย่าง แม้จะรู้สึกกลัวบ้าง แต่ความแค้นที่อยู่ในใจ ทำให้หม่อมฉันกล้าขึ้น"
 "ความแค้น สามารถทำให้คนเรา เกิดพลังในการทำลายล้าง แต่มนุษย์จะอยู่ด้วยความแค้นไม่ได้ ยังมีสิ่งที่สำคัญกว่านี้อีก"
 "นั่นคือ อะไรหรือพะยะค่ะ"
 " หึๆ มันคืออะไร อีกหน่อยเจ้าจะเข้าใจเอง นี่คือนกหวีด ถ้าใช้มันร่วมกับการยิงธนู มันจะออกเสียงคล้ายๆ สัตว์ป่า เป็นสิ่งที่ทหารทั้งหลาย ใช้บอกทิศทางของศัตรู เฮ่อๆๆ ตอนข้าออกศึกครั้งแรก เสด็จพ่อประทานให้ข้า"
 "ของมีค่าแบบนี้ จะมาให้หม่อมฉันได้ไง"
 " เฮ่อๆๆ เจ้ามีสิทธิ์รับไว้อยู่แล้ว นี่เป็นศึกที่หนักหน่วงนัก เจ้าต้องอยู่รอดให้ได้ ถ้าเราได้กลับไปอีกครั้ง ข้าจะสอนวิธีใช้นกหวีดตัวนี้"
จบ 5

มูยุล มหาบุรุษพิชิตแผ่นดิน 6  
 ทังโนทูลพระราชาเทโซให้ยุติการเดินทาง พระราชาเทโซแปลกพระทัย
 "ทำไมต้องยุติ"
 "ทหารที่ไปดูลาดเลาจนป่านนี้ยังไม่กลับ แสดงว่า ต้องเกิดเรื่องอะไรขึ้นแน่ ก่อนจะสืบให้รู้ เราอย่าเพิ่งเดินทางเลย"
 "เตรียมการเดินทางเดี๋ยวนี้" พระราชาเทโซตรัสเสียงเข้ม
 "แต่ว่าฝ่าบาท นี่เป็นเขตของเมืองฮวางยง มีกลุ่มกบฏอยู่ทั่ว ไว้ใจไม่ได้นะพะยะค่ะ"
 "ถ้ามัวแต่กลัวทหารแค่หยิบมือ  ข้าคงไม่ต้องทำอะไรแล้ว"
 แชบูทูลว่า "ถ้าเราหยุดการเดินทางตอนนี้ จะไม่ทันฤกษ์บูชาฟ้าของเมืองฮวางยงนะ"
 "ก็แค่งานบวงสรวง จะสำคัญกว่าชีวิตฝ่าบาทได้ยังไง"
 "ความปลอดภัยของฝ่าบาท ข้าบอกแล้วว่าจะดูแลเอง" แชบูว่า
 "เดินทางต่อไปเหมือนเดิมแหละ" พระราชาเทโซตรัส
 ระหว่างที่ดักทำร้ายพระราชาเทโซ องค์ชายแฮเมียงก็ได้รับบาดเจ็บ มูยุลต้องร้องบอกให้ทุกคนถอย
 เคยูเรียก "องค์ชาย"
 องค์ชายแฮเมียงเห็นมีคนตามมารีบบอก "มีทหารตามมาอีก รีบหนีเร็ว"
 "ถ้าไปต่ออีก องค์ชายจะมีอันตราย"
 "เราจะขวางพวกมันไว้เอง องค์ชายหนีไปก่อน หึ มูยุล มาโน พักโซ พวกเจ้าคุ้มครององค์ชายไว้" เคยูสั่ง
 ทั้งสามรับคำ "ครับ"
 มูยุลพาองค์ชายแฮเมียงไปที่ถ้ำ เฮยาเห็นองค์ชายได้รับบาดเจ็บก็ตกใจมาก รีบทำแผลให้ จนองค์ชายแฮเมียงรู้สึกตัว
 "ทรงรู้สึกตัวแล้วหรือเพคะ"
 "โอ๊ะ โอย มูยุล หึ"
 "พะยะค่ะ"
 " เจ้ารีบกลับไป เมืองหลวงเดี๋ยวนี้ ทูลฝ่าบาทให้รู้ ว่าอ๋องเทโซสิ้นพระชนม์แล้ว หึ หึ ถ้าแสดงป้ายนี้ ก็จะได้เข้าเฝ้าทันที ไม่ว่ายังไงก็ตาม เจ้าต้อง ไปทูลให้ได้ หึ หึ"
 "ทรงวางพระทัย หม่อมฉัน จะไปทูลฝ่าบาทให้รู้"
 มู ยุลเดินทางไปเมืองหลวงทันที และบอกทหารเพื่อขอเข้าเฝ้าพระราชายูริ แต่ทหารไม่ยอมให้เข้า มูยุลต้องมอบป้ายขององค์ชายแฮเมียงให้ทหารดู
 แทชองถาม "องค์ชายให้เจ้ามา มีเรื่องสำคัญอะไรงั้นหรือ"
 "ขอโทษด้วยครับ ถ้าไม่ได้เข้าเฝ้า ข้าจะบอกใครไม่ได้"
 "บังอาจรู้มั้ยว่าข้าเป็นใคร หัวหน้าองครักษ์ของฝ่าบาท ถ้าข้าไม่อนุญาต ใครก็ห้ามเข้าเฝ้า บอกมาเร็วเข้า"
 มูยุลไม่ยอมบอก แทชองจำยอมพามูยุลเข้าเฝ้าพระราชายูริ
 "มีข่าวมาจากองค์ชายแฮเมียงพะยะค่ะ"
 "เขาให้เจ้ามามีเรื่องอะไรหรือ"
 "ไม่ได้ยินหรือ รีบทูลฝ่าบาทเร็วเข้า" แทชองดุ
 "เจ้าออกไปก่อน" พระราชายูริปราม
 "เอ่อ แต่ว่าฝ่าบาท แม้จะเป็นคนที่องค์ชายส่งมา แต่ว่า ถ้ามีจุดประสงค์อื่น"
 "บอกให้ออกไป" แทชองยอมออกไป
 "เดินมาใกล้ๆ ซิ เอาล่ะ ทีนี้พูดได้หรือยัง เขาให้เจ้ามาส่งข่าวอะไร"
 "เอ่อ อ๋องเทโซ สิ้นพระชนม์แล้ว"
 "เจ้าเอาอะไรมาพูด"
 "องค์ชายแฮเมียง เสด็จไปเมืองฮวางยง สังหารอ๋องเทโซได้แล้ว"
 "เป็นความจริงหรือนี่"
 "พะยะค่ะ หม่อมฉันเอง ก็ได้เห็นกับตาว่าสิ้นพระชนม์ไปแล้ว"
 พระราชายูริเรียกแม่ทัพ คูชู และขุนนางเข้าเฝ้ายามดึก
 "ฝ่าบาท ทำไมรับสั่งให้มาประชุมตอนนี้ล่ะพะยะค่ะ"
 " สิ่งที่ข้าจะพูด ให้ถือเป็นความลับ ห้ามแพร่งพรายออกไป โดยเฉพาะพวกเผ่าต่างๆ อย่าให้รู้เด็ดขาด เมื่อกี้องค์ชายแฮเมียง ได้ส่งข่าวมา ใจความของข่าวนั้น คืออ๋องเทโซซึ่งเดินทางไปเมืองฮวางยง ได้ถูกเขาสังหารแล้ว"
 "หา ฝ่าบาท ถ้านี่เป็นเรื่องจริง เราต้องเรียกประชุมหัวหน้าเผ่าเพื่อเตรียมทำสงคราม เพราะถ้าอ๋องเทโซสิ้นพระชนม์ พูยอต้องมาเปิดศึกกับเราแน่"
 "แต่ไม่ใช่แค่ฟังข่าวมาก็จะเคลื่อนย้ายทหาร แม่ทัพใหญ่"
 "พะยะค่ะ"
 "ตรึงกำลังที่ชายแดนให้เข้มงวด เพราะถ้าอ๋องเทโซสิ้นพระชนม์จริง ทหารพูยอคงไม่ปล่อยเราไว้"
 "พะยะค่ะ ฝ่าบาท"
 "ท่านคูชู"
 "พะยะค่ะ"
 "ติดต่อสายลับของเราที่อยู่พูยอ ให้สืบดูว่าอ๋องเทโซสิ้นพระชนม์จริงหรือเปล่า"
 "พะยะค่ะ"
 แม่ทัพมาบอกเล่าให้ซังกาฟัง บ่าวถามว่า
 "ท่านบอกว่าองค์ชายแฮเมียง สังหารอ๋องเทโซได้จริงหรือ"
 "คนขององค์ชายกลับมาแจ้งข่าวอย่างงั้น แต่จะจริงหรือไม่ ไม่มีใครรู้"
 " ถ้าอ๋องเทโซสิ้นพระชนม์จริง ฝ่าบาทคงต้องเปิดศึกกับแคว้นพูยอและถ้าชนะ พระเกียรติก็จะยิ่งเป็นที่เลื่องลือ และความหวังของท่าน ที่จะเลื่อนฐานะเผ่าพีรูของเราให้เป็นแว่นแคว้น มิต้องสิ้นหวังหรอกหรือ"
 "แต่ถ้าหัวหน้าเผ่าทั้งหลายคัดค้านการเปิดศึก ฝ่าบาทก็จะทำอะไรไม่ได้"
 " ท่านคาดการณ์ผิดแล้ว ถ้าตอนนี้อ๋องเทโซสิ้นพระชนม์จริง พระราชายูริ ไม่ต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจากชนเผ่า แค่นำทหารจากส่วนกลาง ก็สามารถเปิดศึกได้แล้ว"
 "ถึงมีกำลังจากส่วนกลางก็ไม่ถึง 2 หมื่นนาย  จำนวนแค่นี้ไม่พอรับมือทหาร  พูยอได้หรอกครับ"
 " แต่แคว้นพูยอ เติบใหญ่ได้ก็ด้วยบารมีของอ๋องเทโซที่สั่งสมมานาน  ถ้าไม่มีเขาก็พร้อมจะล่มสลายได้ทันที ฉะนั้นถึงเรามีทหารแค่ 2 หมื่นก็สามารถเอาชนะพวกเขาได้  รีบส่งข่าวไปยังแพกึย ให้จับตาความเคลื่อนไหวของแคว้นพูยอ"
 องค์หญิงเซยูให้นางในไปตามมูยุลมาเฝ้า
 "ได้ยินว่าเจ้าพี่แฮเมียงสังหารอ๋องเทโซได้หรือ"
 "พะยะค่ะ"
 "แล้วตอนนี้เขาอยู่ไหน ทำไมไม่กลับมาพร้อมเจ้า"
 "เพราะองค์ชาย ได้รับบาดเจ็บสาหัสพะยะค่ะ แต่มีหมอรักษาแล้ว ทรงวางพระทัยได้"
 "พาข้าไปหาเขา ข้าจะดูแลด้วยตัวเอง"
 "ขอทรงอภัย หม่อมฉัน ยังต้องรอรับสั่งจากฝ่าบาท ทันทีที่มีพระบัญชา หม่อมฉันถึงจะกลับได้"
 ทางด้านยอนกับโทจินก็ทราบเรื่องการลอบสังหารจากพวกนักรบ ยอนจะกลับไปดูด้วยตัวเอง เพราะต้องการเห็นกับตา โทจินบอกว่าจะไปด้วย
 ด้านองค์ชายแฮเมียงก็คอยถามข่าวจากเฮยาว่ามีข่าวจากมูยุลหรือยัง เฮยาบอกว่ายัง
 " หม่อมฉันมีเรื่องจะทูลถาม องค์ชายกับเขา มีความสัมพันธ์อะไรแน่ จะบอกหม่อมฉันได้หรือยัง หม่อมฉันเห็นมูยุล มีความสามารถที่เหนือกว่าคนอื่น แล้วทำไมองค์ชาย ถึงได้ห่วงเขา คอยปกป้องอยู่ตลอดเวลา เพราะอะไรหรือเพคะ"
 "เพราะมูยุล เป็นองค์ชาย แห่งโกคูรยอ และเป็นน้องข้า เมื่อก่อนตอนเขาเกิดมา โหรทำนายว่าชะตาของเขา จะทำให้โกคูรยอไปสู่ความหายนะ ทางเดียวที่จะแก้คำสาปนี้ได้  ก็คือต้องเอาชีวิตเขา แต่เสด็จพ่อทรงใจอ่อน  ไม่อาจเข่นฆ่าเลือดเนื้อเชื้อไข แค่ให้ปลดเป็นสามัญชนและไปอยู่ข้างนอกก็พอ  นี่ก็คือ สาเหตุที่เจ้า เป็นผู้เลี้ยงดูเขามาแต่เกิด"
 "ถ้าอย่างงั้น จะให้เขา อยู่อย่างงี้ตลอดไปหรือเพคะ"
 " หึ ไม่หรอก ทุกวันนี้เขา เติบใหญ่เป็นหนุ่มที่มีความสามารถ ข้ากำลังหาโอกาสจะช่วยเขา ให้คืนตำแหน่งองค์ชายเหมือนเดิม และคิดว่าวันนั้นคงอยู่ไม่ไกลนัก"
 เวลานั้นมูยุลไปขอเข้าเฝ้าพระราชายูริแ
 "ให้เข้ามา มีอะไรจะพูดใช่ไหม"
 " เอ่อ หม่อมฉันมาทูลเรื่องของอ๋องเทโซ นี่ก็ผ่านไป 5 วันแล้ว ทำไมป่านนี้ ในเมืองยังเงียบสงบอยู่ องค์ชายเสี่ยงชีวิตเปิดโอกาสถึงขนาดนี้ ฝ่าบาทจะไม่ทำอะไรบ้างหรือพะยะค่ะ"
 "เจ้ากล้าเสียมรรยาทต่อฝ่าบาทหรือ" คูชูดุ
 "เดินมาใกล้ๆ ซิ ไม่พอใจข้าใช่ไหม"
 "พะยะค่ะ"
 "เพราะข้า ยังไม่เชื่อสนิทใจว่า อ๋องเทโซจะตายจริงๆ"
 "แต่ว่าฝ่าบาท นี่เป็นสิ่งที่ หม่อมฉันเห็นกับตานะพะยะค่ะ"
 " ข้าจำเป็นต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของบ้านเมือง ไม่ควรตัดสินใจบุ่มบ่ามจนพาให้ทุกคนไปตาย ฉะนั้น เจ้าพูดจริงหรือไม่ แฮเมียงสังหารอ๋องเทโซจริงหรือเปล่าก็ยังไม่แน่ แต่ข้าจะไม่ให้ผลงานของเขาเสียเปล่าแน่ เจ้าออกไปได้"
 "เอ่อ หึ" มูยุลออกไป
 คูชูทูลว่า "เป็นเด็กหนุ่มที่ใจกล้ามากนะพะยะค่ะ คล้ายกับ ฝ่าบาทสมัยยังหนุ่มไม่มีผิด"
 "ข้าดีใจที่แฮเมียงมีลูกน้องที่ดี"
 แทชองเข้ามา "ฝ่าบาท สายที่อยู่แคว้นพูยอส่งข่าวมาแล้วพะยะค่ะ ตอนนี้ทหารพูยอกำลังจะมาประชิดชายแดนของเรา"
 "เรียกประชุมหัวหน้าเผ่าเดี๋ยวนี้"
 "พะยะค่ะ"
 เวลาต่อมาหัวหน้าเผ่ามาเข้าประชุม พระราชายูริตรัสว่า
 " ข้า จะขอประกาศศึกกับแคว้นพูยอ หัวหน้าเผ่าทั้งหลาย แม้จะแสดงท่าทีไม่ต้องการสู้รบกับพูยอก็จริง แต่ถึงพวกท่านจะคัดค้าน ข้าก็ยังจะเปิดศึกอยู่ดี"
 "ฝ่าบาท ถ้าเราไม่เห็นด้วย จะทรงโยกย้ายทหารไม่ได้ แล้วทำไม ยังจะดึงดันสู้รบอีก"
 "เพราะมีโอกาสชนะ องค์ชายแฮเมียง ได้สังหารอ๋องเทโซแล้ว เป็นเรื่องจริงที่ข้าตรวจสอบแน่ชัด ท่านซังกา"
 "พะยะค่ะฝ่าบาท"
 "มีความเห็นยังไง"
 " หึ หม่อมฉันก็ได้ข่าว เกี่ยวกับเหตุร้ายที่เกิดกับอ๋องเทโซเช่นกัน  เมื่อมีหวังชนะแล้วเรื่องอะไรจะไม่สู้ เผ่าพีรูจะส่งทหาร 3 หมื่นและยุทโธปกรณ์เป็นกองหนุน"
 เมื่อเลิกประชุมแล้ว แทชองก็ทูลถามพระราชายูริอีกครั้ง
 "เราตัดสินใจจะรบกับพูยอแล้ว"
 "จริงหรือครับ"
 "จริงสิเจ้าหนุ่ม ยังไงก็ตาม เป็นผลงานของเจ้า" มูยุลหัวเราะหึๆ
000000000000000
 แพ กึยกับชองบูไปดูที่ชายแดน เขาแปลกใจว่าถ้าพระราชาเทโซสิ้นพระชนม์แล้วทำไมถึงมีองครักษ์มาอยู่แถวชาย แดน ความจริงคือพระราชาเทโซยังไม่สิ้นพระชนม์ แถมพระราชาเทโซยังสั่งแชบูว่า
 "ไปบอกพระราชายูริเดี๋ยวนี้ ให้พาองค์ชายแฮเมียงมาลงโทษต่อหน้าข้า ไม่งั้นข้าจะกวาดล้างโกคูรยอให้ราบเป็นหน้ากลอง"
 "พะยะค่ะ"
 ทังโนทูล "ฝ่าบาท ลูกยอนกับโทจินมาพะยะค่ะ"
 "ฝ่าบาท หึ"
 "โทจินก็มาด้วยหรือนี่"
 "ขอบคุณสวรรค์ที่ยังทรงปลอดภัย หม่อมฉันได้ยินว่าฝ่าบาทถูกทหารโกคูรยอลอบปลงพระชนม์ระหว่างทาง แล้วทรงเป็นไรหรือเปล่าเพคะ"
 พระ ราชาเทโซทรงหัวเราะ "ฮ่าๆๆ พวกโกคูรยอมันโง่ สังหารตัวแทนของข้ายังไม่รู้เรื่องอีก เฮ่อๆๆ ข้าไม่เป็นไร อย่าห่วงเลย เฮ่อๆๆ การฝึกของพวกเจ้าเป็นไงบ้าง"
 "นักรบทมิฬกำลังรอฟังคำสั่ง เพื่อจะแก้แค้นให้ฝ่าบาท"
 "อึม ท่านอำมาตย์"
 "พะยะค่ะ"
 "ศึกนี้ไม่จำเป็นต้องให้นักรบทมิฬเข้ามาร่วมด้วย  การทำงานของพวกเขา  ต้องรัดกุมให้มาก"
 ทังโนรับคำ "พะยะค่ะ"
 พอออกมายอนกับโทจินก็ถามทังโนว่า
 "นี่มันอะไรกันคะ ข้านึกว่าฝ่าบาททรงแย่แล้วจริงๆ"
 "รับสั่งว่าคนที่ตายคือตัวแทน จริงหรือเปล่าครับ"
 ทัง โนว่า "หึ แม่ทัพแชบู คำนึงถึงความปลอดภัย จึงหาคนที่คล้ายฝ่าบาทมาเป็นตัวแทน แม้แต่ข้าก็ถูกปิดหูปิดตาด้วย เราต้องระวังคนๆ นี้ให้มาก เพราะชอบชี้นำความคิดของฝ่าบาทนัก ซักวันเขาจะเป็นศัตรูกับข้าแน่"
 โทจินรับคำ "ข้าจะจำไว้ครับ"
 มูยุลมาเฝ้าองค์หญิงเซยู และทูลขอความช่วยเหลือว่า
 "หม่อมฉันอยากให้องค์หญิงช่วยพูดกับหัวหน้าองครักษ์หน่อย เพื่อจะรีบกลับไปหาองค์ชาย"
 "หึ ไว้เตรียมการณ์ออกศึกพร้อมแล้ว ฝ่าบาทจะตามเจ้าไปพบเจ้าพี่ด้วยกัน และข้าก็จะตามเสด็จไปด้วย อดทนหน่อยเถอะนะ"
 องค์ชายยอจินเสด็จเข้ามา "พี่หญิง"
 "หึ แปลกตาดี เจ้ายอมใส่ชุดทหารด้วยหรือ"
 "หม่อมฉันได้รับพระบัญชาให้ไปออกศึกด้วย เลยอยากให้พี่หญิงช่วยฝึกการต่อสู้ให้หน่อย"
 "หึๆ เอาสิ ไปที่ลานฝึกเร็ว เอาไม้พลองมาให้ข้า ไม่ต้องหรอก ให้เจ้าสอนองค์ชายยอจิน"
 มูยุลกล่าวว่า "เอ่อ หึ หม่อมฉันมิบังอาจ"
 "ให้หม่อมฉัน ฝึกกับทหารงั้นหรือ ทำไมไม่สอนหม่อมฉันเอง"
 องค์ หญิงเซยูทรงตรัสสอนว่า "อยู่ในสนามรบ คนที่จะฆ่าเจ้ามีอยู่ทั่ว ไม่เกี่ยงฐานะชนชั้น แม้แต่ไพร่ก็ลงมือได้ จำไว้ให้ดี หึ สอนเขาโดยไม่ต้องยั้งมือ"
 องค์ชายยอจินยอมฝึกกับมูยุล พระมเหสีมียูเสด็จมาเห็นก็ทรงโกรธมาก รับสั่งให้หยุด แล้วทรงตบหน้ามูยุล
 องค์ชายยอจินตกพระทัย "เสด็จแม่"
 "ทำแบบนี้หมายความว่าไง ปล่อยให้ไพร่คนหนึ่งมาล่วงเกินองค์ชาย แล้วเจ้ายังยืนดูเฉยอีก"
 "เสด็จแม่ หม่อมฉันขอสู้กับเขาเอง"
 "หึ ทำไมทำอย่างงั้นล่ะลูก ดูหน้าตาเข้าซิ พวกเจ้ายืนเฉยทำไม ไม่รีบพาองค์ชายเข้าไปอีก หึ" พระมเหสีมียูเสด็จไปเลย
 "ทรงอภัยด้วย" มูยุลทูลองค์หญิงเซยู
 "หึ ไม่ใช่ความผิดของเจ้า หึ"
 ทางด้านพระราชายูริทรงตรัสกับแม่ทัพว่า
 "ข้าจะนำทัพใหญ่ไปทางทุ่งหญ้า "พยองชอง" เพื่อตรึงกำลังไว้  ส่วนแม่ทัพซัง  ให้ข้ามแม่น้ำ "พีริว" บุกจากทางเหนือลงไป"
 "พะยะค่ะฝ่าบาท"
 แพกึยกระหืดกระหอบเข้ามา "ฝ่าบาท หึ"
 "อะไรกันนี่ เจ้าเมืองโชบุนจู่ๆ มาเมืองหลวงทำไม"
 "ฝ่าบาท ระงับการเคลื่อนพลไว้ก่อน"
 "ทำไมต้องให้ระงับ"
 "อ๋องเทโซยังไม่ตายพะยะค่ะ หม่อมฉันเห็นกับตา ว่าอ๋องเทโซยังมีชีวิตอยู่พะยะค่ะ"
 แชบูเข้าเฝ้าพระราชายูริและทูลว่า
 " ฝ่าบาททรงสำราญดีมั้ย ชาวเมืองโกคูรยอ ต่างคิดว่าองค์ชายแฮเมียงปลงพระชนม์อ๋องเทโซได้ ฝ่าบาททรงคิดอย่างงั้นด้วยหรือเปล่า แต่คนที่ถูกสังหาร คือตัวแทนของอ๋องเทโซต่างหาก แคว้นพูยอเรา คำนึงถึงความปลอดภัยเสมอ จึงมีการเตรียมบุคคลไว้เป็นตัวสำรอง เรียกคนพวกนี้ว่า ตัวตายตัวแทนแห่งเบื้องบน และคนที่องค์ชายแฮเมียงสังหาร ก็คือตัวแทนคนหนึ่งของอ๋องเทโซ ตอนนี้ฝ่าบาทของเรา กำลังจะข้ามพรมแดนโกคูรยอมาแล้ว ทรงมีรับสั่งว่า ให้จับกุมองค์ชายแฮเมียงไว้ นำไปลงโทษต่อหน้าพระพักตร์ให้เห็น ไม่อย่างงั้น ชาวเมืองโกคูรยอทั้งหลาย จะเป็นผู้รับเคราะห์แทน"
 บ่าวเข้ามาบอกข่าวแพกึยว่า
 " ทหารพูยอยึดเมือง "ปูซาน" กับ "นัมซอ" ได้แล้ว  กำลังจะต่อไปยัง "พยองชอง" น่ะครับ พวกมันไปถึงไหนก็เผาทำลายถึงนั่น ชาวบ้านก็ถูกฆ่าอย่างเหี้ยมโหด"
 " สิ่งที่เกิดขึ้น องค์ชายแฮเมียงต้องรับผิดชอบ เราไปจับเขามา แล้วมอบให้อ๋องเทโซดีกว่า ได้ยินว่าคนส่งข่าว ป่านนี้ยังอยู่ในเมืองหลวง ต้องจับคนๆ นี้ไว้ก่อน"
 พวกทหารจะมาจับตัวมูยุล เขาต่อสู้และหนีไปได้
 มูยุลเข้าเฝ้าองค์หญิงเซยูและทูลยืนยัน
 "เป็นไปไม่ได้ หม่อมฉัน เห็นกับตาว่าเขาตายชัดๆ"
 "หึ คนที่เจ้ากับเจ้าพี่ไปสังหาร คือตัวแทนอ๋องเทโซต่างหาก เจ้ารีบกลับไปหาเจ้าพี่ บอกความจริงให้รู้และหาที่หลบซ่อนตัวก่อน"
 "หลบซ่อนตัว ทำไมองค์ชายต้องหลบด้วย"
 " หึ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น เจ้าพี่ต้องรับผิดชอบ ถ้าให้พวกหัวหน้าเผ่ารู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ไหน จะมีอันตรายถึงชีวิตทันที รีบไปเร็วเข้า"
 มูยุลออกเดินทางทันที เวลานั้นคูชูถามแทชองว่า
 "คนส่งข่าวขององค์ชายเป็นไงบ้าง"
 "ได้ยินว่าหนีออกจากวังไปแล้ว" แทชองตอบ
 "ถ้าอย่างงั้น ก็ไม่มีใครรู้ที่ซ่อนขององค์ชายน่ะสิ"
 "ครับ แต่คงไปได้ไม่ไกล ส่งคนไปตามดีมั้ยพะยะค่ะ"
 "ไม่ต้อง" พระราชายูริตรัส
 "ฝ่าบาท ถ้าให้พวกหัวหน้าเผ่าพบเห็นองค์ชายก่อนจะมีอันตราย เพราะฉะนั้น เราต้องไปคุ้มครองไว้ก่อนนะพะยะค่ะ"
 "ทุกวันนี้โกคูรยอ ไม่มีที่ไหนปลอดภัยอีกแล้ว"
 "หึ หนุ่มคนนั้นไม่ยอมบอกใครว่าองค์ชายอยู่ไหน แสดงว่าเป็นคนฉลาดไม่น้อย ไม่ต้องห่วงหรอกพะยะค่ะ"
 มูยุลกลับไปทูลองค์ชายแฮเมียงถึงความจริงทั้งหมด องค์ชายแฮเมียงทรงตกพระทัย
 "ข้าจะกลับเมืองหลวงเดี๋ยวนี้"
 "เอ่อ กลับไปไม่ได้ ตอนนี้องค์ชาย ต้องหาที่ซ่อนตัวก่อน"
 "เกิดเรื่องขนาดนี้จะให้ข้าหลบซ่อนได้ยังไง"
 "หึ ตอนนี้อ๋องเทโซ พาทหารพูยอจำนวนมากข้ามพรมแดนของเรามาแล้ว พวกหัวหน้าเผ่าก็รวมตัว บอกว่าทั้งหมดนี้องค์ชายต้องรับผิดชอบ หึ"
 เฮยาแทรกขึ้น "มูยุลพูดถูกนะเพคะ ก่อนที่เรื่องจะกระจ่าง ทรงหลบก่อนดีกว่า"
 " ถ้าหาก องค์ชายเกิดเป็นไรไปละก้อ หม่อมฉัน จะเป็นคนแรกที่ต้องเสียใจไปชั่วชีวิต เพราะเป็นคนมอบหนังสือเกี่ยวกับกำหนดการเดินทางของอ๋องเทโซให้ทอดพระเนตร เพราะหม่อมฉันสะเพร่า ถึงทำให้องค์ชาย หลงกลศัตรูจนตกที่นั่งลำบาก"
 "ไม่เกี่ยวกับเจ้าหรอก เพราะข้าประมาท ไม่รู้ทันแผนของศัตรู"
 "หึ องค์ชาย หม่อมฉัน จะไปช่วยแม่ทัพทั้งสองกลับมาก่อน แต่ตอนนี้ ขอได้โปรด ทรงดูแลตัวเองดีๆ ได้ไหม"
 มาวังหาหญิงสาวมามอบให้ซังกา
 " เป็นไงบ้างครับ ถึงจะแต่งตัวพื้นๆ ไปหน่อย แต่หน้าตาผิวพรรณหาไม่ได้อีกแล้ว ท่านซังกา ตอนนี้ข้าแทบไม่มีอะไรเหลือ นอกจากเสื้อผ้าที่ใส่ติดตัวชุดเดียว ถ้าท่านยอมให้ความช่วยเหลือละก้อ"
 "เอาเงินไป 500 ตำลึงพอมั้ย เด็กคนนั้นไม่ต้องมาให้ข้าหรอก เอาเงินไปลงทุนทำอะไรก็ไป"
 "หึ ช่วยบอกหน่อยว่าข้าต้องตอบแทนอะไรท่านบ้าง"
 " จับแฮเมียงมาให้ข้า ตอนนี้อ๋องเทโซข้ามแดนมาแล้ว แม้แต่เมือง "พยองซอง" และ "พยองวอน" ก็ถูกพวกเขายึดหมด ถ้าจะให้เหตุการณ์ยุติโดยเร็ว  ก็ต้องส่งตัวองค์ชายแฮเมียงไปให้อ๋องเทโซโดยเร็วที่สุด นี่คือทางแก้ปัญหาที่ฝ่ายพูยอเสนอมา คิดว่าเจ้า น่าจะรู้ดีกว่าใครว่าองค์ชายแฮเมียงไปซ่อนตัวอยู่ไหนสินะ ขอเพียงจับตัวเขามาได้ ข้าจะช่วยให้เจ้าเป็นเศรษฐีอีกครั้ง หือ"
 มาวังไปที่ถ้ำ พบกับเฮยา และบอกว่าจะมาพบองค์ชายแฮเมียง แต่เฮยาบอกว่า
 "องค์ชายอะไรกัน จะหาองค์ชาย ทำไมมาแถวนี้"
 " อย่าพูดแบบนี้ซี่ ข้าคือมาวังนะ เป็นคนที่รู้จักองค์ชายมานานยิ่งกว่าเจ้าซะอีก ไม่มีใครตามมาหรอก อย่าห่วงไปเลย ข้ามีเรื่องด่วนจะทูล รีบพาไปเร็วเข้า"
 เฮยาเข้าไปก็พบจดหมายขององค์ชายแฮเมียง
 " ข้าไม่อยากเอาตัวรอดคนเดียว โดยผลักภาระให้คนอื่นรับแทน มันเป็นสิ่งที่ข้าก่อไว้  ข้าก็ควรรับผิดชอบเอง ถ้าอีกหน่อยข้าเป็นไรไป ช่วยดูแลมูยุลด้วย ขอเพียงขจัดมลทินที่ติดตัวเขามาแต่เกิดได้ เด็กคนนี้ อนาคตจะเป็นพระราชาของเรา เพราะฉะนั้น เจ้าต้องดูแลเขาดีๆ"
 เฮยาร้องไห้ "ข้า นอกจากคำว่าขอโทษแล้ว คงไม่กล้าพูดอะไรอีก ตลอดเวลา ในใจข้า มีแต่เจ้าคนเดียวเท่านั้น"
 เฮยาร้องไห้ มูยุลเข้ามาหาเฮยา และถามว่า
 "หัวหน้าครับ หึ องค์ชายอยู่ไหนน่ะ หึ หัวหน้า หึ"
 มาโนรีบถามอย่างร้อนใจ "หัวหน้า เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ"
 "ป่านนี้องค์ชาย หึ กลับไปเมืองหลวงแล้ว"
 พระราชายูริทรงเห็นองค์ชายแฮเมียงก็รับสั่งว่า
 "รู้อยู่ว่าทุกคนจะให้เจ้ารับผิดชอบเรื่องนี้ แล้วกลับมาทำไม"
 "หม่อมฉัน ทำให้เสด็จพ่อและบ้านเมือง เผชิญกับวิกฤติใหญ่หลวง จึงจะขอมอบชีวิต เป็นการชดเชย"
 "โลกนี้จะมีพ่อคนไหน เอาลูกในไส้เป็นเกราะคุ้มกันให้ตัวเองปลอดภัย จะมีพ่อคนไหนเอาตัวรอดโดยให้ลูกตายแทนมีมั้ย"
 "ฮือ โปรดทิ้งหม่อมฉัน แล้วปกป้องราษฎรไว้เถอะ"
 "ข้าเคยทิ้งพี่ชายกับน้องเจ้าไปแล้ว ยังจะให้ทิ้งเจ้าอีกคนหรือ ข้าทำไม่ได้"
 "เสด็จพ่อ"
 " จากที่เคยอัปยศอดสู ถูกหยามเหยียดว่าเป็นคนอ่อนแอ ข้าแอบหวังว่าซักวันหนึ่ง จะได้แก้แค้นอ๋องเทโซอย่างสาสม แต่หากไม่สามารถทำได้ อนาคต เชื่อว่าเจ้าคงกลับมาแก้แค้นให้ข้าเอง"
 "ถ้าไม่ทรงทิ้งหม่อมฉัน ราษฎรก็จะรับเคราะห์แทน โปรดทิ้งหม่อมฉันดีกว่า"
 " อย่าโง่หน่อยเลย เมื่อเป็นรัชทายาทแล้ว นึกจะตายก็ตายได้ง่ายๆ หรือ เจ้าต้องอยู่ต่อไป ปัญหาทุกอย่างข้าจะรับผิดชอบให้ ถ้าการตายของข้าสามารถช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น เจ้าก็ช่วยแก้แค้นให้ข้าละกัน"
 องค์ชายแฮเมียงทรงร้องไห้ "ฮือ เสด็จพ่อ ฮือๆๆ ฮือๆๆ"
จบ 6

 

 

ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน 75  
 แชจีคยอมนำรายงานการก่อสร้างประจำสัปดาห์นี้ถวายพระเจ้าจองโจ
 "หลายวันนี้รู้สึกว่า งานจะเดินเร็วขึ้นหรือเปล่า"
 "นั่นสิพะยะค่ะ เห็นบอกว่า เพราะเครื่องยกน้ำหนักของบัณฑิตชองช่วยผ่อนแรงได้มาก"
 นัมซาโชทูลว่า "ที่สำคัญยังช่วยประหยัดค่าแรงได้ถึง 4 หมื่นตำลึง ถือเป็นผลงานชิ้นใหญ่ของเขานะพะยะค่ะ"
 "ข้าก็คิดอย่างงั้น เลยว่าจะเลื่อนตำแหน่งให้เขาเป็นขุนนางขั้นสาม"
 "จะเลื่อนตำแหน่งหรือพะยะค่ะ"
 " ที่จริงไม่เพียงแต่เขา งานก่อสร้างที่มีขั้นตอนยุ่งยาก ใช้เวลาแค่ 2 ปีครึ่งก็สำเร็จเรียบร้อย มันเป็นความร่วมมือของทุกฝ่ายด้วย ฉะนั้นข้าจะมีปูนบำเหน็จให้ทุกคน และได้สั่งการไปอีกว่า การบำเหน็จผลงานจะมีในวันถวายสักการะ จริงสิ งานนี้เตรียมการถึงไหนแล้ว"
 "ทุกฝ่ายกำลังประชุมอยู่ คาดว่าจะสรุปผลในเร็ววันนี้พะยะค่ะ" แชจีคยอมทูล
 "วันประสูติของเสด็จแม่ปีนี้ ข้าจะจัดให้ยิ่งใหญ่ที่สุด ฉะนั้นการเตรียมงาน ก็ต้องดูให้เรียบร้อยล่ะ"
 "น้อมรับพระบัญชาพะยะค่ะ"
 แล้ว ก็มีข่าวเรื่องการเรื่อยขั้น ปรากฎว่าเทซูกับคังซกกีได้เลื่อน ซอจังบูไม่พอใจและเครียดมาก ไม่ยอมพูดจากับทั้งสอง เทซูจึงไปทูลพระเจ้าจองโจ
 "พูดแบบนี้หมายความว่าไง ให้ข้าเลื่อนตำแหน่งให้ซอจังบูแทนเจ้าหรือ ใช่ไหม"
 "พะยะค่ะ หม่อมฉันรู้ว่าที่ทรงทำแบบนี้เพราะตำแหน่งนายทหารขั้น 2 มีได้แค่สองคน เลยอยากให้เขา"
 "ไม่ ข้าเลื่อนเขาไม่ได้"
 "เอ่อ ฝ่าบาท"
 "เรื่องนี้ เป็นไปตามคำสั่งของข้า ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพอใจของเจ้า"
 "เอ่อ ทรงอภัยด้วยพะยะค่ะ"
 " การที่ข้าไม่เลื่อนตำแหน่งเขา เพราะผลงานมีน้อย บวกกับนิสัยหุนหันพลันแล่น ฉะนั้นเรื่องนี้ เจ้าไม่ต้องพูดมากอีก กลับไปบอกให้เขารับรู้ไว้ ถ้าเดือนหน้าไม่มาทำงานอีก ข้าจะถือว่าขอลาออก"
 เทซูอึ้ง "เอ่อ คือ ฝ่า ฝ่าบาท"
 เทซูกลับไปบอกคังซกกีและพากันกลุ้มใจว่าจะพูดอย่างไรกับซอจังบูดี
 แชซกจูกับพวกขุนนางไปดูการฝึกซ้อมของพวกมินจีซู ซึ่งเขาบอกว่าทุกคนเตรียมพร้อมหมดแล้ว รอคำสั่งจากเขาคนเดียว
 คังซกกีให้ทหารตามพวกแชซกจูไปแต่ไม่ทัน เขากลับมารายงาน คังซกกีนำขึ้นทูลพระเจ้าจองโจทันที
 "ทรงอภัยด้วยพะยะค่ะ เพราะพวกเขาเตรียมม้าไว้ระหว่างทาง ทำให้เราตามไปไม่ทัน"
 เทซูทูลต่อว่า "ถ้าพวกเขาไปทางเขาพงวา จริง ก็แสดงว่าที่นั่น คงเป็นแหล่งซ่องสุมกำลัง ถ้าไงเราไปตรวจค้นเขาพงวาให้ทั่ว"
 " ไม่ ถ้าไม่รู้แหล่งกบดานที่แน่ชัด หลับหูหลับตาไปค้น เราจะแหวกหญ้าให้งูตื่นมากกว่า สุดท้ายก็จะกลายเป็นเสียแรงเปล่า ข้าเคยบอกไว้ แค่เห็นพวกเขาไปชุมนุม เราคงทำอะไรไม่ได้ อีกอย่าง เราไม่มีหลักฐานที่พวกเขาซ่องสุมกำลังด้วย เลยต้องรอคอยเวลา ถึงจะรู้ว่านี่เป็นการเสี่ยง แต่ก็ต้องรอให้พวกเขาเผยโฉมมาเอง อย่าใจร้อน ทหารบางส่วน ต้องกันไว้ดูแลงานสักการะอาทิตย์หน้า ฉะนั้น ตอนนี้ต้องแบ่งกำลังให้ดี พวกเจ้าส่งคนไปอีก ตามดูพวกเขาไปเรื่อยๆ"
 "พะยะค่ะ น้อมรับพระบัญชา" ทั้งสองออกไป
 นัม ซาโชทูลถามพระเจ้าจองโจว่า "ฝ่าบาท หม่อมฉันขอถาม แค่ให้คนสังเกตการณ์ก็พอหรือพะยะค่ะ เกิดพวกเขามีการวางแผนชั่วจริง คงจะทำอย่างมิดชิดและรอบคอบ ไม่ให้ใครเห็นพิรุธอย่างแน่นอน"
 "ท่านพูดก็ถูก ฉะนั้น เลยต้องให้พวกเขาเผยไต๋มาเอง รอดูไปเถอะ"
 ซอ จังบูได้ยินชาวบ้านเทิดทูนพระเจ้าจองโจก็ไม่พอใจ ทำให้ถูกชาวบ้านรุมซ้อม จนมินจีซูมาช่วยไว้ และเขาก็คาดหวังจะให้ซอจังบูมาเป็นพวก ยิ่งรู้ว่าซอจังบูโดนอะไรมาบ้าง แถมเขากลับไปฝึกทหาร ก็โดนบอกให้ไปรับผิดชอบงานอื่นแทนยิ่งทำให้ซอจังบูแค้นใจมาก
 พระเจ้าจองโจทรงยืนทอดพระเนตรไปไกล พระหมื่นปีจองซุนเห็นก็เข้ามาทรงทัก
 "มีอะไรทำให้ฝ่าบาทกังวลใจหรือ ดูเหมือนสีหน้าไม่สู้ดีด้วย ทำไมออกมายืนที่นี่คนเดียวล่ะ"
 "เปล่าเลย ไม่มีอะไรทำให้หม่อมฉันกลุ้มใจได้ เพราะเห็นอากาศดี เลยออกมารับแดดซักครู่เท่านั้น"
 " งั้นหรือ งั้นก็โล่งอกไปที เรากำลังจะมีงานฉลองเมืองใหม่ เกิดฝ่าบาทไม่สบายขึ้นมาคงจะแย่ ขอให้รักษาสุขภาพดีๆ ไหนๆ ก็ทุ่มเทเพื่อเมืองใหม่ขนาดนี้ ยังไงก็ตาม น่าจะได้ชื่นชมผลงานให้คุ้มหน่อย"
 "แน่นอน หม่อมฉันก็หวังอย่างงั้น ทุกอย่างจะจบลงด้วยดี ไม่ต้องทรงเป็นห่วงแทนหรอก"
 "หึ ได้ งั้นข้าขอตัวไปที่อื่นก่อน"
 มิ นจีซูมาพบแชซกจู ขากลับเจอกับซอจังบูและทหาร ทำให้ถูกตามล่า ซอจังบูเห็นเป็นมินจีซูที่เคยช่วยเขาไว้จึงบอกให้หนีไป และสั่งทหารว่าไม่ให้บอกใครว่าจับคนร้ายไม่ได้ แชซกจูรู้ก็ไปทูลให้พระหมื่นปีจองซุนทราบ
 "ว่าไงนะ เป็นความจริงหรือนี่"
 "จริงพะยะค่ะ ดูเหมือนว่าฝ่าบาท รับสั่งให้คนสะกดรอย ดูพวกเราอยู่เงียบๆ เผื่อจะเห็นช่องโหว่ จะได้เล่นงานทันที"
 "หึ แต่ได้ยินว่า มินจูซีติดต่อคนของหน่วยพิทักษ์ราชย์ได้คนหนึ่ง เป็นความจริงหรือเปล่า"
 "ตอนนี้ยังไม่มั่นใจเท่าไหร่ แต่ว่า ถ้าโชคดีละก้อ เราอาจได้ผู้ช่วย ที่เป็นคนในของฝ่าบาทมาเป็นกำลังสำคัญ"
 "เดี๋ยวก่อน เรื่องนี้อย่าเพิ่งด่วนสรุป เราต้องดูคนๆ นั้นให้ดี ข้าอยากรู้ว่าเรื่องเป็นมายังไงกันแน่"
 "หม่อมฉันเข้าใจ แต่ว่า เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เราน่าจะเปลี่ยนแผนซักนิดดีมั้ยพะยะค่ะ"
 "เปลี่ยนแผนหรือ หมายความว่าไง"
 " ถ้าฝ่าบาททรงจับตาดูความเคลื่อนไหวของเราจริง ไม่แน่ว่า อาจทรงเห็นพิรุธบางอย่างก็ได้ เพราะงานนี้เกี่ยวพันถึงชีวิตพวกเราทุกคน จะให้ผิดพลาดไม่ได้เด็ดขาด ฉะนั้น เมื่อฝ่าบาททรงเกิดความระแวง เราก็ควรลงมือก่อน เล่นงานให้ตรงจุด อย่าได้รอช้า"
 "เล่นงานให้ตรงจุด หมายความว่าไง"
 เวลาเดียวกันพวกเทซู คังซกกี ก็กำลังคุยกันเรื่องกำหนดการ
 "กำหนดการเสด็จออกมาแล้ว พรุ่งนี้เช้าเคลื่อนขบวนออกทางประตู “ทุนวา” ฉะนั้น คนที่ถวายอารักขา ต้องเตรียมการก่อนหน้าให้พร้อม"
 "ไม่ต้องห่วง เรื่องนี้เราได้เตรียมพร้อมหมดแล้ว"
 นัมซาโชบอกว่าพระเจ้าจองโจเสด็จมา เทซูจึงทูลว่า
 "นี่คือ 24 จุดสำคัญ ระหว่างทางเสด็จไปป้อมฮวาซอง เราจะวางทหารไว้ทุกจุด เพื่อถวายอารักขาอย่างเข้มงวด"
 "แล้วการดูแลป้อมในเวลากลางคืนล่ะ"
 "พร้อมแล้วทุกด้านพะยะค่ะ"
 "งานฉลองเมืองใหม่คราวนี้ เราจะให้แสดงศักยภาพของไพร่พล ฉะนั้น อย่าให้มีอะไรผิดพลาดได้ล่ะ"
 "พะยะค่ะ"
 "แต่ว่า ทำไมเมื่อวานไม่ได้รับรายงานการสะกดรอย เกิดอะไรขึ้นน่ะ"
 "เอ่อ เพราะว่า ไม่มีอะไรผิดสังเกตพะยะค่ะ" เทซูทูล
 "งั้นหรือ พรุ่งนี้ก็จะเดินทางแล้ว พวกเขาจะไม่เคลื่อนไหวอะไรบ้างเลยหรือ" พระเจ้าจองโจทรงสงสัย
 คังซกกีทูลว่า "เพราะป้อมฮวาซองมีทหารมากมายคอยเฝ้า พวกเขาเลยไม่กล้าทำบุ่มบ่ามก็ได้พะยะค่ะ"
 "นั่นสิ ว่าแต่ ทำไมไม่เห็นซอจังบูล่ะ"
 "เอ่อ เห็นว่าไม่ค่อยสบาย ออกเวรตั้งแต่บ่ายพะยะค่ะ"
 "งั้นหรือ เขาเป็นอะไร ไม่สบายตรงไหน" พระเจ้าจองโจทรงเป็นห่วง
 มินจีซูให้คนไปนัดซอจังบูออกมาพบ
 "กล้าดียังไงให้คนมาหาข้า ไม่กลัวข้าจะจับท่านหรือไง"
 "ที่ข้ายอมเสี่ยงมาอยู่ที่นี่ ก็เพื่อจะพบท่านซักครั้ง เชิญดื่มก่อนดีมั้ย"
 "ช่างเถอะ มีอะไรก็ว่ามา"
 " ได้ข่าวว่า คราวนี้ท่านไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง คนอื่นผลงานน้อยกว่า ยังได้ดิบได้ดีไปหมด ข้าเข้าใจความรู้สึกของท่านดี เพราะเคยผ่านจุดนี้มาก่อน อุตส่าห์ทำงานให้คนๆ หนึ่ง สุดท้ายกลับถูกมองข้ามไม่เห็นความดี ข้าเข้าใจความรู้สึกนี้ที่สุด"
 "ถ้าเป็นห่วงข้าละก้อ ขอบอกว่าไม่จำเป็น เพราะว่า ข้าไม่อยากยุ่งกับท่าน และไม่สนใจด้วย"
 "แต่ข้ามีบางอย่างให้ท่านสนใจ"
 ถึงวันเดินทาง พระเจ้าจองโจทรงคิดถึงพระสนมซองซงยอน ทรงบอกกับนางในพระทัยว่า
 "ไปด้วยกันนะซงยอน ข้าอยากให้เจ้าเห็น เมืองใหม่ที่ข้าสร้างขึ้น"
 เทซูประกาศให้ทหารทราบทั่วกันว่า
 " การเสด็จคราวนี้ เพื่อไปป้อมฮวาซอง ใช้การเดินทางทั้งหมด 8 วัน ฉะนั้น ต่อหน้าชาวเมืองทั้งหลาย จึงต้องแสดงถึงพระบารมีของฝ่าบาทและความยิ่งใหญ่ของราชสำนัก หน้าที่ของทหาร จึงต้องดูแลอย่างเข้มงวด ฉะนั้น ทุกคนต้องตั้งใจถวายอารักขา จนกว่าฝ่าบาทจะเสด็จกลับมาอย่างปลอดภัย ถ้ามีอันตรายก็ต้องปกป้องด้วยชีวิต เข้าใจหรือเปล่า"
 "เข้าใจครับ"
 คัง ซกกีกล่าวต่อว่า "ตอนนี้ข้าจะแบ่งหน้าที่ สำหรับทหารแต่ละหน่วย หน่วยหนึ่ง ประตูทุนวา หน่วยสอง ถนนจองโน หน่วยสาม ประตูซึนยี หน่วยสี่ ถนนซกโว 
 ทางด้านปาร์คยองมุนก็สั่งช่างภาพทุกคนให้เก็บภาพเหตุการณ์ให้ครบ
 "แล้วพิธีถวายสักการะพรุ่งนี้ และการแสดงของทหารจะแบ่งงานยังไง" ปาร์คยองมุนถาม
 "ครับ งานช่วงเช้าเป็นหน้าที่ช่างเขียนกัม ส่วนการแสดง เป็นหน้าที่ข้ากับช่างเขียนลีครับ"
 "อึม การแสดงในเวลากลางคืน มักจะเขียนรูปลำบาก แต่ยังไง ทุกคนก็ต้องทำให้ดีล่ะ"
 ด้านมินจูซีก็ทราบจากแชซกจูว่ามีการเปลี่ยนแผน
 "คืนพรุ่งนี้ที่มีการแสดงกำลังพล จะมีการสับเปลี่ยนเวรยามใหม่ ทำให้เปิดทางให้พวกเจ้าลำบากกว่าที่คิด"
 "สรุปแล้วยังไงกันแน่ครับ เราจะยกเลิกแผนที่วางไว้"
 " ไม่ ไม่ใช่อย่างงั้น หึ พรุ่งนี้ฝ่าบาท หลังจากถวายสักการะแล้ว ช่วงบ่ายจะใช้เส้นทางนี้ เสด็จไปวัดยงจู และช่วงนี้ คือเวลาที่ฝ่าบาททรงปลอดจากทหารคุ้มกันทั้งหลาย เพราะจะสนทนาธรรมกับนักบวชหลายรูปเพียงลำพัง และช่วงนี้ภายนอกของวัดจะมีทหารคุ้มกัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนของเรา จะแอบเปิดทางให้พวกเจ้า มีเวลาให้พวกเจ้าทำงาน ไม่เกินครึ่งชั่วยาม พลาดจากนี้แล้วสถานการณ์จะเปลี่ยน เพราะอีกครึ่งชั่วยาม หน่วยพิทักษ์ราชย์ที่อยู่ด้านนอกของวัด จะมาสมทบกับฝ่าบาทเพื่ออารักขาในการเสด็จกลับ ที่สำคัญ ระหว่างที่พวกเจ้าลงมือ เราจะแกล้งไปที่อื่นซะก่อน ให้มีทหารบางส่วนคอยคุ้มกันเราก็พอ เข้าใจมั้ย"
 "ครับใต้เท้า หึ"
 กลางคืนพระเจ้าจองโจทรงอ่านฎีกาที่ได้รับมามากมาย ชางแทวูมาขอเข้าเฝ้า
 "แล้วความหมายของท่านคืออะไร ข้าใช้ป้อมฮวาซองลดอำนาจของขุนนาง เป็นความคิดที่ไม่ถูกงั้นหรือ" พระเจ้าจองโจทรงถาม
 " ใช่แล้วพะยะค่ะ หลายร้อยปีที่ผ่าน รากฐานของขุนนางอยู่ที่เมืองฮันยาง แล้วฝ่าบาททรงมาสร้างเมืองใหม่ มิเท่ากับบั่นทอนฐานอำนาจของเหล่าขุนนางหรอกหรือ"
 "แต่มันก็น่าแปลก ข้าดูสีหน้าท่านวันนี้ ทำไมรู้สึกเครียดนัก นี่หมายความว่าไง แสดงว่าในใจท่าน มีเรื่องบางอย่าง ที่ไม่สามารถพูดได้หรือเปล่า"
 "หม่อมฉันไม่เข้าใจที่รับสั่ง"
 " ท่านเป็นขุนนางเก่าก็จริง แต่ข้าเชื่อว่าเป็นคนสุจริตพอ ข้อนี้ คงไม่มีใครปฏิเสธ และท่านก็น่าจะเข้าใจดีว่า สิ่งที่ข้าทำ ไม่มีอะไรผิด ท่านพูดถูกแล้ว ทุกวันนี้ ข้าต้องการสลายขั้วอำนาจทั้งหมด แต่ว่า นี่ไม่ใช่การกลั่นแกล้ง สิ่งที่ข้าทำ เพื่อจะช่วยราษฎรที่ถูกขุนนางกดขี่ ให้ได้รับความเป็นธรรม"
 "ฝ่าบาท"
 "ข้าจะปฏิรูปการเมืองใหม่โดยเริ่ม จากที่นี่  ถ้าจะพัฒนาโชซอนก็ต้องเน้นเกษตรและการค้า หากจะมุ่งสองอย่างนี้ก็ต้องส่งเสริมให้ราษฎรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ที่นี่จะไม่มีการแบ่งพวก ไม่มีแก่งแย่งทางการเมือง มีแต่พระราชาที่ห่วงใยราษฎร และขุนนางที่ตั้งใจทำงานเพื่อบ้านเมือง โดยให้ที่นี่เป็นตัวอย่าง แล้วเมืองอื่นก็จะเจริญรอยตาม ข้าจะทำให้บ้านเมืองของเราก้าวหน้ายิ่งกว่าต้าชิงด้วยซ้ำ แต่นี่คงไม่ใช่เรื่องง่าย ข้าจึงอยากขอความร่วมมือจากท่านมหาเสนาบดีซักครั้ง เพื่อให้งานนี้ลุล่วง ข้าอยากถามท่านในฐานะพระราชา ข้าทำแบบนี้ ถือว่าผิดหรือเปล่า"
 เช้าวันรุ่งขึ้น ในพระราชพิธี พระพันปีเฮคยองทรงมีรับสั่งกับพระเจ้าจองโจน้ำตาคลอ
 "ขอบใจมากนะฝ่าบาท ที่แม่อดทนมานาน ก็เพื่อรอดูผลงานของเจ้าในวันนี้"
 "เสด็จแม่"
 "เจ้าสามารถล้างมลทินให้เสด็จพ่อที่ถูกปรักปรำในอดีต ตอนนี้ถึงให้แม่ตายก็ไม่เสียดายแล้ว รีบมาถวายการคำนับเร็วเข้า"
 " พะยะค่ะเสด็จแม่ เสด็จพ่อ หม่อมฉันมาแล้ว หม่อมฉันคือลูกซาน ทรงทอดพระเนตรอยู่หรือเปล่า หม่อมฉันได้สร้างเมืองใหม่ โฉมใหม่แห่งโชซอนตามเจตนาของเสด็จพ่อแล้ว"
 มินจูซีให้คนไปตามซอจังบูมาพบจนได้ เขาดีใจที่เห็นซอจังบู
 "มีธุระอะไร"
 "มีเรื่องหนึ่ง ข้าอยากได้คำตอบจากเจ้า"
 "คำตอบหรือ"
 " ได้ยินว่าวันนี้จะมีการสับเปลี่ยนทหารที่เฝ้ายาม จากกลางวันไปเป็นเวลากลางคืน จริงหรือเปล่า ส่วนชุดกลางคืน ให้ไปเฝ้าวัดยงจู และอุทยานฮอนยงแทน"
 ซอจังบูอึกอัก "เอ่อ ใช่ แต่ว่าท่านรู้ได้ไง"
 "หึ แค่นี้แหละ ขอบใจที่บอก"
 "เดี๋ยว อย่าเพิ่ง ท่านจะทำอะไร"
 "บุญคุณของเจ้า ข้าจะไม่มีวันลืม ขอบใจอีกครั้ง"
 และ ขณะที่พระเจ้าจองโจทรงเข้าไปสนทนากับเจ้าอาวาสวัด พวกมินจูซีก็บุกเข้ามาเพราะไม่เห็นทหารยืนรักษาการณ์อยู่ มินจูซีคิดว่าซอจังบูเปิดทางให้แล้ว แต่ปรากฎว่าคังซกกีเห็นความผิดปกติจึงสั่งทหารสู้ เทซูรีบทูลพระเจ้าจองโจให้ทรงหลบก่อน
 พวกลูกน้องมินจูซึทำงานล้มเหลวก็พากันหนี เทซูร้องบอก
 "ถ้าไม่อยากตาย วางอาวุธแล้วยอมแพ้ซะดีๆ จับมัดไว้ให้หมด"
 พระ เจ้าจองโจทรงตรัสกับเทซูว่า "ไม่นึกว่าจะได้เจอท่านอีก ข้ารอให้ท่านมาลอบทำร้ายซักครั้ง รู้มั้ยว่ารอนานแค่ไหนน่ะ คนลงมือถูกจับหมดแล้ว รีบไปคุมตัวผู้บงการมาให้ข้า"
 "พะยะค่ะ"
 เทซูพาทหารไปจับเสนาขวาแชซกจู และเจ้ากรมปกครองโอแทจิก ส่วนคังซกกีไปจับเจ้ากรมอาญา และเจ้ากรมราชทัณฑ์ด้วย แต่ทั้งสี่หนีไปได้
 "อะไรนะ พวกเขาหนีไปหมดหรือ" พระเจ้าจองโจทรงแปลกพระทัย
 "พะยะค่ะ คิดว่าคงจะไหวตัวทัน เลยหนีไปซะก่อน"
 "เฮ่ย ส่งทหารไปจับเดี๋ยวนี้ เข้าใจมั้ย ส่งทหารไปให้หมด ยังไงก็ต้องจับมาให้ได้"
 "พะยะค่ะ"
 เวลาต่อมาเทซูกลับมารายงานผลให้พระเจ้าจองโจทรงทราบ
 " ส่งคนไปเฝ้าด่านตรวจและค้นหาในเมืองซูวอน เชื่อว่าพวกเขาคงหนีไปไม่ไกล ภายในวันนี้ต้องจับกลับมาได้แน่ ทรงอภัยด้วยพะยะค่ะ หม่อมฉันลืมจับตาคนพวกนี้ไว้"
 "ไม่หรอก ข้าเองก็ไม่คิดว่าพวกเขาจะกล้าลงมือ"
 แชจีคยอมทูลถามว่า "ฝ่าบาท หม่อมฉันขอทูลถาม เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ แล้วการแสดงในคืนนี้ให้เลื่อนไปมั้ยพะยะค่ะ"
 " ไม่ ไม่จำเป็นต้องเลื่อน การแสดงกำลังพลเป็นพิธีสำคัญอย่างหนึ่ง เพื่อแสดงศักยภาพของทหารให้ทุกคนได้ประจักษ์ ฉะนั้นจึงต้องมีต่อไปเหมือนเดิม ส่วนการตามหาพวกขุนนาง ให้หน่วยอื่นไปรับผิดชอบ หน่วยพิทักษ์ราชย์ ให้เตรียมพร้อมสำหรับแสดงการต่อสู้คืนนี้ เข้าใจหรือเปล่า"
 เทซูน้อมรับ "พะยะค่ะ"
 เทซูออกมาก็คุยกับคังซกกีและซอจังบู และพากันแปลกใจเมื่อฟังความจากซอจังบู
 "หมายความว่า เป็นคำสั่งลับจากฝ่าบาท ให้ท่านทำแบบนี้น่ะหรือ"
 "ใช่ ถ้าพวกเขามีการวางแผนจริง คงอยากรู้เรื่องของหน่วยทหาร ข้าเลยแกล้งทำเนียนแสดงความไม่พอใจ"
 เทซูกับคังซกกีพากันโล่งอก ซอจังบูกล่าวต่อว่า
 "ทีแรกก็เล่นละครไปอย่างงั้น ไม่นึกว่าจู่ๆ มินจูซีจะมาหลงกลซะได้"
 "เจ้าก็เหลือเกิน อย่างน้อยน่าจะบอกเราก่อน รู้มั้ยข้ากับเทซูเป็นห่วงเจ้าแค่ไหนน่ะ"
 "เฮ่อๆๆ ถ้าบอกให้รู้ก่อน พวกมันก็ต้องรู้ทัน เพราะพวกเจ้าไม่รู้ มินจูซีถึงได้เชื่อไง"
 "เฮ่อๆๆ สรุปคือ ในที่สุดพวกมันก็หลงกล บุกเข้าวัดยงจู ตามที่เราคิดไว้หรือ"
 "ใช่ เอ่อ แต่ยังไง ข้าก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้"
 "อดห่วงไม่ได้ เรื่องอะไรอีกล่ะ"
 "รู้สึกว่า จะจับพวกเขาได้ง่ายเกินไป ถ้าวางแผนก่อการร้ายจริง น่าจะทำอะไรรอบคอบกว่านี้"
 " โธ่เอ๊ย จับได้ก็ถือว่าดีแล้ว ให้พวกมันวางแผนยังไงก็หนีไม่พ้นมือเราหรอกน่า เร็วเข้าไปดีกว่า ใกล้ถึงเวลาแสดงแล้ว ข้าจะค่อยๆ เล่าให้ฟังว่าไปเจออะไรมาบ้าง เร็วเข้า ไป บอกให้มาไง"
 การแสดงเริ่มแล้ว แชซกจูกับพวกขุนนางหลบอยู่ รอสถานการณ์ ขุนนางถามว่าเหตุการณ์ข้างนอกเป็นยังไงบ้าง แชซกจูบอกว่า
 " เริ่มแสดงกำลังพลแล้ว อีกหนึ่งชั่วยาม ทุกอย่างก็จะจบ เราปล่อยให้มินจูซีถูกจับ เชื่อว่าคงทำให้ฝ่าบาทชะล่าใจ แล้วคนที่เราเตรียมไว้อีกส่วน ก็จะลงมือตามแผนทันที"
 ซอจังบูถามทหารว่างานถึงไหนแล้ว ทหารตอบว่า
 "การแสดงต่อสู้ที่กำแพงเมืองเพิ่งจะผ่านไปครับ"
 "ฮ่า งั้นอีกไม่นาน คงมีการดับไฟทั่วบริเวณนี้"
 " ใช่ครับ ถ้ามีการดับไฟจริง เปิดเฉพาะข้างกำแพงคงจะดูอลังการ์มาก แต่ทุกอย่างจะอยู่ในความมืด โดยเฉพาะป้อมนี้แล้วยิ่งใหญ่ เกิดอะไรขึ้นก็แทบไม่มีใครรู้"
 "เฮ่อๆ นั่นสิ ก็มันมืดนี่นา เอ่อ ว่าแต่ ทำไมเจ้ายังไม่ไปอีก มัวแต่พูดอยู่นั่นแหละ รีบไปเฝ้าประตูตะวันออกเร็วเข้า"
 "ประตูตะวันออก ที่นั่นมีทหารจาก 5 กองพลมาเฝ้าแล้วไม่ใช่หรือครับ"
 "งั้นหรือ เอ ไม่ใช่คนของเราหรือไง" ซอจังบูแปลกใจ
 "ไม่ใช่ครับ วันนี้ตอนฝ่าบาทไปถวายสักการะ ก็มีการสับเปลี่ยนเวรยามแล้วนี่"
 "อ้อ งั้นหรือ ข้าก็ลืมไป เฮ่อๆๆ เอ๊ะ เดี๋ยวก่อน เอ"
 ซอ จังบูยังแปลกใจและคิดถึงคำพูดของมินจูซี บวกกับเทซูที่บ่นว่าจับพวกคนร้ายได้ง่ายเกินไป ทำให้ซอจังบูนึกบางอย่างแล้วก็ตกใจมากรีบไปหาพวกเทซูกับคังซกกีทันที ซึ่งเทซูกำลังสั่งทหารว่าช่วงดับไฟให้ทุกคนระวังมากขึ้น
 "เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่ง เราถูกหลอกแล้ว พวกเราหลงกล"
 "หือ หลงกลอะไร ท่านเอาอะไรมาพูดน่ะ"
 "คนร้ายจะลงมือเวลานี้ต่างหาก ถือโอกาสที่เราชะล่าใจ พอดับไฟเมื่อไหร่ พวกมันก็จะลงมือทันที"
 คังซกกีตกใจ "ว่าไงนะ"
จบ 75

ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน 76  
 ขณะ ที่พระเจ้าจองโจกำลังทรงชื่นชมวาซองนั่นเองได้ถูกคนร้ายลอบปลงพระชนม์ เมื่อเทซูรู้เรื่องนี้แล้วก็มีคำสั่งให้ทหารองครักษ์สืบหาตัวคนร้ายให้ได้
 จาก นั้นเทซูก็รีบรุดไปถวายอารักขาพระเจ้าจองโจทันที เมื่อเทซูเดินทางไปถึงวาซอง ในขณะที่พระเจ้าจองโจกำลังทรงทอดพระเนตรดอกไม้ไฟอยู่นั่นเอง พระองค์ก็ทรงรู้สึกว่ามีคนร้ายดักซุ่มอยู่ ทำให้พระเจ้าจองโจทรงเตรียมการรับมือคนร้าย คนร้ายเข้าประชิดพระเจ้าจองโจทุกที บรรดาทหารที่เฝ้ากำแพงเมืองถูกคนร้ายฆ่าตาย
 คนร้ายประชิดตัวพระเจ้าจอง โจเข้ามาทุกที บรรดาขุนนางใหญ่ต่างรู้สึกว่าพระเจ้าจองโจกำลังทรงมีภัย จากแผนถวายอารักขาพระเจ้าจองโจนั้นให้ทหารองครักษ์เฝ้าอารักขาอยู่ด้านนอก ทำให้มีทหารที่อยู่ในงานไม่มากนัก ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้พระเจ้าจองโจและบรรดาขุนนางใหญ่ต่างต้องพึ่งตนเอง
 ขณะ ที่พระเจ้าจองโจและบรรดาขุนนางใหญ่กำลังตกอยู่ในอันตรายนั่นเอง บรรดาทหารองครักษ์ภายใต้การนำของเทซูก็เข้ามาถวายอารักขาพระเจ้าจองโจ
 คน ร้ายใช้ไม้ตายซึ่งอยู่ที่ดอกไม้ไฟชุดสุดท้าย แต่เนื่องจากในเวลานี้ดอกไม้ไฟชุดสุดท้ายยังไม่ได้จุดขึ้นมา ทำให้ท้องฟ้ามืดมิดไปหมด ทันใดนั้นเอง ดอกไม้ไฟชุดสุดท้ายก็ถูกจุดขึ้นมา ในเวลานี้คนร้ายตกอยู่ในวงล้อมของทหารองครักษ์
 เทซูตะโกนบอกคนร้ายว่า ถ้าหากยังรักชีวิตก็ให้วางอาวุธ เมื่อบรรดาคนร้ายได้ยินเช่นนั้น ก็พากันวางอาวุธ ทหารองครักษ์เห็นเช่นนั้นจึงพากันเข้าจับกุมคนร้าย
 เท ซูและพวกพากันไปตรวจค้นที่พักของบรรดาขุนนางใหญ่ที่เชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวพัน กับคนร้าย ทำให้บรรดาขุนนางใหญ่ถูกจับกุมตัวไปทีละคน แม้แต่แชซกจูก็ถูกเทซูควบคุมตัวกลับไปด้วย
 "สุดท้ายก็ต้องจบลงแบบนี้นะท่าน" พระเจ้าจองโจตรัส
 แชจีคยอมทูลว่า "ฝ่าบาท ต้องเสด็จกลับเมืองหลวงแล้วพะยะค่ะ"
 "ข้าคงต้องกลับไป เข้าเฝ้าพระหมื่นปีให้ดีซักครั้ง"
 เท ซูเดินทางกลับวังหลวงก่อนเพื่อจับกุมตัวพระมเหสีจองซุน เมื่อเทซูไปถึงห้องบรรทมของพระมเหสีจองซุน พระมเหสีจองซุนกลับขัดขืนไม่ยอมให้เทซูจับกุมตัว
 "หยุดเดี๋ยวนี้ ข้าต้องการพบฝ่าบาท มีเรื่องบางอย่างจะทูลให้ทรงทราบ เพราะฉะนั้น"
 เทซูทูลว่า "อย่าเสียเวลาอีกเลย นึกว่าสิ่งที่ทำจะช่วยให้ผ่อนหนักเป็นเบาได้หรือ ยืนเฉยทำไม มัดนักโทษเอาไว้ก่อน"
 " ปล่อยข้า พวกเจ้าบังอาจนัก ทำแบบนี้หมายความว่าไง กล้าเสียมรรยาทต่อข้าเชียวหรือ ยังไงข้าก็เป็นพระหมื่นปี บอกว่าจะพบฝ่าบาทไม่ได้ยินหรือไง"
 พระเจ้าจองโจทรงเสด็จมาถึง "ทุกคนถอยไป"
 "ฝ่าบาท"
 "ได้ยินว่ามีเรื่องจะรับสั่งงั้นหรือ ก็ได้ มีอะไรก็ว่ามา ไม่แน่ว่าการพบวันนี้ อาจเป็นครั้งสุดท้ายสำหรับเราก็เป็นได้"
 พระหมื่นปีจองซุนคุกเข่าลง "หึ ได้โปรด เมตตาข้าซักครั้งได้ไหม"
 พระเจ้าจองโจทรงอึ้งไปนิด "พระหมื่นปี"
 " ข้า เคยเป็นมเหสีของอดีตพระราชา ถ้าจะนับตามศักดิ์จริงๆ ก็คือย่าของฝ่าบาทด้วย ฐานะอย่างข้าวันนี้ จะสามารถทำอะไรได้อีก เพราะฉะนั้น ถือว่าปรานีข้าหน่อยเถอะนะ"
 "ไม่ หม่อมฉันคงทำไม่ได้ เพราะทุกวันนี้ ความเมตตาของหม่อมฉันเหลือน้อยเต็มที"
 "ฝ่าบาท"
 "ทุกอย่างควรจบได้แล้ว ที่สำคัญ โปรดอย่าเรียกร้องความเห็นใจด้วยวิธีนี้อีก"
 "หึ หึ ฝ่าบาท ไม่มีทาง หึ เรื่องยังไม่จบแค่นี้ จำไว้ ข้าจะไม่ยอมให้จบลงง่ายๆ"
 "ยืนเฉยทำไม คุมตัวนักโทษไปเร็ว" เทซูสั่งทหาร
 พระมเหสีโยอึยเข้าเฝ้าพระเจ้าจองโจ
 "ฝ่าบาท หม่อมฉันได้ยินว่า พระหมื่นปีถูกจับไปกรมอาญาหรือเพคะ"
 " ข้าก็ไม่อยากให้เป็นแบบนี้ ที่แล้วมา ข้ารู้ว่านางทำอะไรไปบ้าง แต่ก็ให้อภัยทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เพราะไม่อยากให้ราชสำนัก เกิดการเข่นฆ่าโดยไม่จำเป็นโดยเฉพาะกับผู้ใหญ่ด้วยแล้ว"
 "หึ ฝ่าบาท"
 " องค์หญิงวาวานกับพระหมื่นปี ร่วมกันให้ร้ายเสด็จพ่อ ทำให้เสด็จปู่ทรงเสียพระทัย จากโลกนี้ไปด้วยความรู้สึกผิดอยู่ตลอดเวลา ต่อมา ข้าต้องออกคำสั่ง ให้เนรเทศองค์หญิงวาวานซึ่งเป็นป้าแท้ๆ พอมาวันนี้ ก็ต้องลงโทษพระหมื่นปีอีก นี่แหละคืออำนาจ สิ่งที่ทุกคนอยากได้นักหนา มันคืออะไรกันแน่ ถึงทำให้มนุษย์ทั้งหลาย เข่นฆ่ากันเองได้ถึงเพียงนี้"
 พระมเหสีโยอึยทรงเห็นพระทัยยิ่งนัก "ฝ่าบาท"
 พระมเหสีโยอึยเข้าเฝ้าพระพันปีเฮคยอง ทรงตรัสว่า
 " ใช่ ข้าเข้าใจความรู้สึกของฝ่าบาทในตอนนี้ดี เขากำพร้าเสด็จพ่อตั้งแต่ยังเล็ก มีแผลในใจที่ยากจะลบล้างได้ จึงไม่อยากให้เรื่องน่าเศร้าเกิดขึ้นอีก ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน คงไม่ต้องการจะเห็นการเข่นฆ่าในหมู่พระญาติอีกครั้ง"
 โชบีเข้ามา "พระมเหสี หม่อมฉันยางซังกุงเพคะ"
 "เข้ามา"
 "พระมเหสี หม่อมฉันได้ข่าวมา จะมีการไต่สวนนักโทษที่กรมอาญาเพคะ"
 "เสด็จแม่เพคะ" พระพันปีเฮคยองทรงถอนพระทัย
 ที่กรมอาญาแชจีคยอมทูลพระเจ้าจองโจ
 "จะเริ่มการไต่สวน ผู้ต้องหาทั้งหมดที่ถูกจับมาแล้วพะยะค่ะ"
 "ใครผิดก็ว่าไปตามผิดนั่นแหละ เรื่องนี้ เพื่อไม่ให้เกิดความค้างคาใจ ต้องไต่สวนอย่างเป็นธรรมเข้าใจหรือเปล่า"
 "พะยะค่ะ น้อมรับพระบัญชา หึ"
 พวกขุนนางพากันร้อนรน แชซกจูกล่าวกับทุกคนว่า
 " ทุกคน ขอให้จำคำพูดข้าไว้ แม้ว่าสุดท้ายเราอาจตายหมด แต่ว่า รากฐานที่เราสร้างมา เป็นเวลานับร้อยปีนั้น จะพังทลายไม่ได้ ฉะนั้นไม่ต้องกลัว มีแค่ทางเดียว ทางนี้เท่านั้น ที่จะให้เราตายอย่างภาคภูมิได้"
 ขุนนางตกใจ "หา ท่าน ใต้เท้า"
 ขณะที่พวกขุนนางที่อยู่ข้างนอกก็ไม่สบายใจ ปรึกษากับชางแทวูว่า
 "ใต้เท้า เรื่องนี้ท่านจะไม่ทำอะไรบ้างหรือครับ"
 "มันไม่ได้เกี่ยวเฉพาะคนที่ถูกจับนะครับใต้เท้า ขืนเป็นแบบนี้ ฝ่ายขุนนางเก่าอย่างเรา"
 ชางแทวูกล่าวว่า "ถ้าจะมาเกลี้ยกล่อมข้าก็คงผิดแล้ว"
 "ใต้เท้า"
 " นอกจากเป็นขั้วอำนาจเก่า เรายังเป็นขุนนางด้วย ทำไมถึงได้ปกป้องคนที่ทำผิดคิดร้ายต่อฝ่าบาทถึงเพียงนี้ ถ้าพวกเขาคิดกบฎจริงก็ต้องรับกรรมตามที่ก่อ ฉะนั้น ถ้าให้ข้าได้ยินคำพูดแบบนี้อีก จะไปทูลให้ฝ่าบาททรงทราบ เข้าใจมั้ย"
 แม้ เหล่าขุนนางจะถูกทรมาณอย่างแสนสาหัสก็ไม่มีใครพาดพิงถึงพระหมื่นปีจองซุนว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ก่อการกบฏเป็นอันขาด พระเจ้าจองโจทรงได้รับรายงานจากนัมซาโชว่าไม่มีขุนนางคนใดให้การว่าพระหมื่น ปีจองซุนเป็นผู้บงการเกี่ยวข้องกับผู้ก่อการกบฏ เมื่อเป็นเช่นนี้พระเจ้าจองโจจึงทรงเสด็จไปที่คุกหลวงเพื่อพบพระหมื่นปีจอง ซุนด้วยพระองค์เอง
 "ยอมรับผิดจะดีกว่าหรือเปล่า อย่างน้อยที่สุด ก็ยังได้ช่วยชีวิตพวกเขาไว้บ้าง สิ่งที่หม่อมฉันต้องการ คือความจริงและการสำนึกผิด ตอนนี้ยังไม่สาย ถ้าพระหมื่นปียอมเผยความจริง หม่อมฉันจะลดโทษ ให้พระนางและทุกๆ คน"
 "ลดโทษหรือลงโทษยังไงกัน ปลดเป็นสามัญชน และให้ไปอยู่ข้างนอกใช่ไหม ไม่ นั่นไม่ใช่การลดโทษ ชีวิตข้าจะมีความหมายก็ต่อเมื่อ อยู่ในฐานะพระหมื่นปีของประเทศนี้ นอกเหนือจากนี้แล้ว ถึงให้ข้าอยู่ต่อก็ไม่มีความหมายอะไร"
 "แสดงว่า คนอื่นจะตายก็ช่างเขา เพื่อรักษาอำนาจไว้ ถึงให้คนอื่นเป็นแพะรับบาป ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญหรือไง พระหมื่นปี"
 " ใช่ ข้าคิดอย่างงั้น และจะทำอย่างที่คิดด้วย ถ้าเสียสละพวกเขายังไม่พอ ถึงมีคนตายมากกว่านี้ ข้าก็ต้องอยู่ต่อให้ได้ และเพื่อออกจากที่นี่แล้ว ข้าพร้อมจะแลกด้วยทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อให้มีอำนาจ กลับสู่ฐานะเดิมของตัวเอง เพราะฉะนั้น ข้าไม่มีอะไรจะพูดกับฝ่าบาทอีก เชิญกลับไปซะดีกว่า"
 "สุดท้ายแล้วพระหมื่นจะได้อะไรบ้าง เท่ากับอยู่บนกองเลือดของผู้คน ชีวิตแบบนี้จะมีความภาคภูมิใจได้หรือ เพื่อให้ขั้วอำนาจเก่ายังอยู่ เพื่อที่ว่าซักวัน สองมือของพระหมื่นปี ยังจะได้กุมอำนาจอีกครั้งหรือ หม่อมฉันเชื่อว่าต้องเสียพระทัยแน่ ซักวันพระหมื่นปีจะเข้าใจสัจธรรมข้อนี้ ในวันที่ทุกอย่าง กลายเป็นอากาศธาตุที่ไม่มีความหมาย ถึงตอนนั้นจะทรงเสียพระทัยว่า ความโลภที่ไม่มีวันสิ้นสุด ได้ฆ่าพระหมื่นปีและคนรอบข้างไปขนาดไหน"
 แชจีคยอมเตรียมจะลงโทษประหารเหล่าขุนนาง พระหมื่นปีจองซุนทรงทราบก็ทรงหัวเราะและร้องไห้ออกมา
 เทซูทูลพระเจ้าจองโจถึงพระหมื่นปีจองซุนว่า
 "แล้วพระหมื่นปี จะทรงลงอาญายังไงพะยะค่ะ ฝ่าบาท"
 " พระหมื่นปี จะอยู่กับความทุกข์ ตลอดชั่วชีวิตของนาง ไม่ใช่ หรือแม้แต่สิ้นพระชนม์แล้ว ประวัติศาสตร์ก็ยังจะจารึก ความผิดที่นางก่อไว้ ฉะนั้นถึงข้าจะตัดสินโทษยังไง คงไม่มีความหมายอีก ข้ามานึกดูอีกที คนที่น่าสงสารจริงๆ ก็คือพระหมื่นปีนี่แหละ ถึงเราปล่อยนางไว้ ไม่ว่าจะเป็นหรือตายยังไง บาปที่นางก่อไว้ก็ต้องให้ชดใช้อยู่ดี หึ"
 "ฝ่าบาท ได้เวลาประชุมแล้วพะยะค่ะ" นัมซาโชทูล
 "รู้แล้ว ข้าจะไปเดี๋ยวนี้"
 "พะยะค่ะ"
 "ข้าคงต้องไปซะที ไปทำในสิ่งที่พระราชา ควรทำต่อไป หึ"
 เวลานั้นพระหมื่นปีจองซุนทรงเป็นลม ทำเอาพวกซังกุงพากันตกใจร้องเรียก
 "ว้าย พระหมื่นปีๆ ฮือๆๆ พระหมื่นปี ฮือๆๆ พระหมื่นปี ฮือๆๆ พระหมื่นปี ฮือๆๆ"
 ชางแทวูไปสั่งให้นายอำเภอปล่อยชาวบ้านที่ถูกขังทั้งหมด
 "ทำไมต้องบังคับให้ข้าปล่อยพวกเขา ช่วยบอกเหตุผลหน่อยได้ไหม"
 " ได้ยินว่าพวกเขาถูกจับเพราะเก็บเกี่ยวไม่พอส่งให้ทางการ แต่ก่อนหน้านี้ทางการมีประกาศจะไม่เก็บส่วยประเภทนี้อีก แล้วทำไมท่านเป็นนายอำเภอแท้ๆ ยังกล้าจับชาวบ้านโดยพละการ แถมยังยึดทรัพย์ของพวกเขาไว้อีก"
 "ข้าไปยึดทรัพย์เมื่อไหร่ ท่านอย่ามาพูดส่งเดชนะ"
 "อะไรนะ ยังกล้าเถียงอีกหรือนี่"
 " จริงๆ นี่ไม่ใช่ธุระของท่านซักหน่อย ข้าเป็นนายอำเภอสามารถจัดการทุกอย่างในเขตนี้ อีกอย่างท่านก็ออกจากราชการ,ไม่มีตำแหน่งอะไรอีกแล้ว ฉะนั้น ถ้าไม่มีอะไรจะทำ ก็เชิญกลับบ้านดีกว่านะท่าน
 "บังอาจนัก เจ้ากล้าใช้วาจาสามหาวกับข้าเชียวหรือ" ชางแทวูโกรธมาก
 "พวกเจ้าทำอะไร ไม่รีบไปส่งใต้เท้าอีก"
 จาก นั้นนายอำเภอก็รีบไปปรึกษากับขุนนางอีกทาง พร้อมนำสินน้ำใจไปให้หวังให้ช่วย พอดีชองยายงซึ่งมาในฐานผู้ตรวจการณ์จับทั้งสองได้และสั่งให้พาตัวกลับไปไต่ สวนที่เมืองหลวง จากนั้นชองยายงก็ไปพบชางแทวู
 "ใต้เท้าสบายดีหรือเปล่าครับ"
 "ทำไมเจ้าเป็นผู้ตรวจการณ์มาถึงเมืองนี้ได้ล่ะ"
 " เพราะมีข่าวขุนนางท้องถิ่นสมคบขุนนางจากเมืองหลวง กดขี่ข่มเหงราษฎร ฝ่าบาททรงเป็นห่วงเรื่องนี้ จึงให้ข้ามาดูว่าจริงหรือเปล่าน่ะครับ โดยเฉพาะนายอำเภอที่จับได้วันนี้ ได้ยินว่าชอบเสียมรรยาทต่อท่านนัก กลับไปข้าจะลงโทษให้หนัก ท่านไม่ต้องห่วงนะครับ"
 "หึๆๆ ช่างเถอะ ลงโทษคนพวกนี้ ว่าไปตามกระบวนกฎหมายก็พอ ขอเพียงกฎหมายศักดิ์สิทธิ์ คนถ่อยก็จะไม่กล้าหืออีก จริงสิ แล้วราชสำนักเป็นไงบ้าง ได้ยินว่าฝ่าบาททรงริเริ่มโครงการอีกหลายอย่างงั้นหรือ"
 "ใช่ครับ พักก่อนได้สังคายนาระบบโทษทัณฑ์ใหม่ ทหาร 5 กองพลถูกยกเลิก รวมเข้ากับหน่วยอารักขาในวังหลวง ทุกวันนี้ฝ่าบาท กำลังวางระบบชลประทานรอบป้อมฮวาซองให้ถูกแบบแผนน่ะครับ"
 เวลานั้นเชกากำลังทูลพระเจ้าจองโจว่า
 "นี่คือลำธาร ที่เชื่อมต่อไปยัง ซงจู ชื่อ จินมกชุน พะยะค่ะ"
 "ใช่ นอกจากเป็นทางยาวแล้วยังน้ำไหลแรง หากจะทำฝายกั้นน้ำแถวนี้ น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการเพาะปลูกไม่น้อย"
 "ถูกแล้วพะยะค่ะ ทางเมืองซงจูได้ดำเนินการก่อสร้าง คาดว่าไม่เกินสองเดือนน่าจะเสร็จ"
 "และเมื่อสำเร็จแล้ว ต่อให้หน้าแล้งก็ไม่กระทบต่อการเพาะปลูก ชาวบ้านคงได้หมดห่วงซะที"
 นัมซาโชทูล "ฝ่าบาท ต้องเสด็จกลับวังแล้วพะยะค่ะ จะมีพิธีเลื่อนยศให้ทหาร ต้องเสด็จกลับไปเตรียมตัวก่อน"
 "ก็ได้ ถ้าอย่างงั้น เราก็รีบกลับเถอะ"
 ทุกคนคำนับ "พะยะค่ะฝ่าบาท"
 ใน ตลาด ดัลโฮไปหาช่างตีกระบี่ เพื่อซื้อกระบี่พยัคฆ์ลำพอง เพื่อเป็นของขวัญให้เทซูที่เขาจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นแม่ทัพ ซอจงบูกับคังซกกีและทหารคนอื่นพากันมาแสดงความยินดีกับเทซู
 "เจ้าได้เลื่อนเป็นแม่ทัพหน่วยพิทักษ์ราชย์  ยินดีด้วยนะ"
 "นั่นสิ บอกตรงๆ ว่าไม่มีใครเหมาะกับตำแหน่งนี้ยิ่งกว่าเจ้าอีก ยินดีด้วยนะเทซู อ้อ ไม่ใช่ ท่านแม่ทัพ เฮ่อๆๆ"
 "เฮ่อๆๆ ขอบคุณมาก ว่าแต่ พวกท่านก็ได้เลื่อนตำแหน่งเหมือนกันไม่ใช่หรือ"
 "ใช่ เขาเป็นนายกองทหารหลวง ส่วนข้าเป็นหัวหน้าองครักษ์" คังซกกีว่า
 ซอจังบูเตือนว่า "เฮ่ย อย่าพูดเลย ผู้ใหญ่ยังกำชับมาอีก ให้ข้าเป็นครูฝึกทหาร ทีนี้ล่ะภาระหนักอึ้งเชียว เฮ่ย"
 "ฟังพูดเข้า จะอวดก็บอกมาเถอะ" คังซกกีแซว
 ซอจังบูทำขึงขัง "บังอาจ ใครว่าข้าอวด ต่อไปนี้ พูดอะไรต้องเกรงใจข้าบ้างนะ"
 "อะไรนะ"
 "เพราะอีกหน่อย ข้าจะได้เลื่อนตำแหน่งอีก ฮ่าๆๆ" ซอจังบูหลุดหัวเราะ ทำให้คังซกกีกับเทซูพลอยหัวเราะตาม
 ปาร์คยองมุนสั่งให้ทุกคนเข้าร่วมงานสำคัญ ลีชองคุยกับช่างเขียนตั๊กอย่างดีใจว่า
 "ดูซิ น้องเทซูของข้า ไม่ใช่ ใต้เท้าปาร์คเทซู ในที่สุดก็ได้เป็นทหารขั้นสองแล้ว ฮ่าๆๆ"
 "น่าอิจฉาเจ้า มีที่พึ่งเป็นคนใหญ่คนโตซะแล้ว"
 "เฮอะ แน่นอน อีกหน่อยจะถึงตาข้าเลื่อนตำแหน่ง เป็นหัวหน้าศูนย์ศิลปะแห่งนี้บ้าง"
 "อะไรนะ"
 มีซูแทรกว่า "ช่างเขียนลี จริงหรือคะ ท่านได้เลื่อนเป็นหัวหน้า แล้วใต้เท้าปาร์คจะปลดเกษียณแล้วหรือไง"
 "แน่นอน เขาทำงานมานาน ถึงจะพักก็ไม่เห็นแปลกนี่"
 "ถ้าท่านได้เลื่อนตำแหน่งจริง ไม่คิดว่าเร็วไปหน่อยหรือคะ"
 "นั่นสิ ข้าก็ว่าเร็วไป"
 "เร็วที่ไหน คนอื่นยังเลื่อนได้เลย จริงมั้ยคะใต้เท้าลี"
 "แน่นอน ข้าบอกพี่ดัลโฮให้ช่วยติดต่อไว้แล้ว ต่อไปถ้าใครอยากเจริญก้าวหน้า ก็ต้องทำตัวให้ว่านอนสอนง่าย เข้าใจหรือเปล่า"
 โยจินถามอย่างไม่อยากเชื่อ "จริงหรือคะ คนที่จะได้เลื่อนตำแหน่ง ไม่ใช่ช่างเขียนตั๊ก แต่เป็นท่านหรือ"
 ลีชองยืนยัน "ใช่ ต้องเป็นข้าก่อน"
 "ว้าย ไม่น่าเชื่อ ยินดีด้วยนะคะ ดีใจจังเลย หึๆๆ"
 ช่างเขียนตั๊กไม่ยอม "โยจิน เจ้าอย่าหลงเชื่อเขา ต้องเป็นข้าต่างหาก เป็นข้า"
 "อะไรนะ เจ้าน่ะหรือ"
 "เจ้าจะเก่งกว่าได้ไง"
 "ปล่อยนะ ใช้กำลังหรือ ข้าไม่ยอมแพ้หรอกนะ ฮึ่ม ข้าต้องเก่งกว่าเจ้า สวรรค์ลิขิตไว้แล้วรู้ไว้ด้วย ฮ่าๆๆ"
 "ฝันไปเถอะ"
 ในพิธีการ แชจีคยอมเรียกคังซกกี ซอจังบูและเทซูให้ก้าวมาข้างหน้า พระเจ้าจองโจทรงตรัสว่า
 " นับแต่นี้พวกเจ้า คือหัวหน้าทหารหลวง หัวหน้าองครักษ์ และสุดท้าย หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ราชย์ ตั้งแต่วันนี้ไป ไม่เพียงแต่ความปลอดภัยของข้า แม้แต่เชื้อพระวงศ์และความมั่งคงปลอดภัยของบ้านเมือง ก็ขึ้นอยู่กับความตั้งใจในการทำงานของพวกเจ้า"
 ทั้งสามน้อมรับ "พะยะค่ะฝ่าบาท"
 เทซูกล่าวก่อนว่า "เราขอถวายคำมั่น ตราบใดที่ยังอยู่ เป็นทหารแห่งเมืองโชซอน จะตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด"
 ซอจังบูกับคังซกกี "เช่นกันพะยะค่ะ"
 " ทหารทุกคนจงฟังให้ดี นับแต่วันนี้ไป พวกเจ้าคือกำลังสำคัญ เป็นเกราะคุ้มกันประเทศของเรา เพราะฉะนั้น ในฐานะข้าราชบริพาร ขุนนางบู๊แห่งโชซอน ขอให้จงมีความกล้า และทำงานด้วยความซื่อสัตย์"
 "พะยะค่ะรับด้วยเกล้า"
 เทซูนำหนังสือแต่งตั้งไปบอกพระสนมซองซงยอน
 "ทรงเห็นมั้ยพะยะค่ะ นี่คือหนังสือแต่งตั้งให้หม่อมฉันเป็นแม่ทัพ หม่อมฉันอยากให้พระสนม ได้ทอดพระเนตรเป็นคนแรก"
จบ 76

ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน 77 

 ปีที่ยี่สิบสี่แห่งรัชสมัยพระเจ้าจองโจ เทซูดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ได้ทูลเสนอแผนการปฏิรูปกองทัพต่อพระเจ้าจองโจ
 ชองยายงทูลองค์ชายซุนโจ ซึ่งเป็นพระโอรสในพระสนมวาพินว่า
 "องค์ชาย นี่เป็นวันที่สามแล้วนะ เสวยอะไรหน่อยเถอะพะยะค่ะ"
 "ข้าจะไม่กินข้าว จนกว่าจะหาคำตอบที่เสด็จพ่อทรงตั้งคำถามให้ข้าตอบได้ซะก่อน"
 "เอ่อ งั้นหม่อมฉันขอถาม ฝ่าบาททรงตั้งคำถามอะไรหรือพะยะค่ะ"
 "ข้าไม่บอกท่านหรอก เพราะคำตอบนี้ ข้าจะหาด้วยตัวเอง"
 องค์ชายซุนโจหาคำตอบได้ก็รีบเสด็จไปเฝ้าพระเจ้าจองโจ
 "นั่งลง มาก็ดีแล้ว ว่าไง ได้คำตอบแล้วใช่ไหม"
 "พะยะค่ะ"
 "งั้นจงตอบข้ามา การเป็นพระราชาที่ดี เหนือสิ่งอื่นใด อะไรคือคุณสมบัติเบื้องต้น"
 "นั่นก็คือ ต้องเข้าใจและเข้าถึงราษฎรพะยะค่ะ"
 "เข้าใจราษฎรหรือ ถ้าอย่างงั้น ทำยังไงถึงเรียกว่าเข้าใจราษฎรน่ะ"
 "ก็คือ ทุกคนต้องการความเป็นอยู่ที่ดี"
 "งั้นหรือ ถ้าอย่างงั้น เราต้องทำไงบ้าง ถ้าจะให้ราษฎรมีความเป็นอยู่ที่ดี พระราชาต้องทำอะไรก่อนเป็นอันดับแรก"
 "ถ้าจะช่วยคนอื่น ก็ต้องหมั่นหาความรู้ใส่ตัว" องค์ชายซุนโจทูลตอบ
 "ไม่ใช่"
 "งั้นก็คือ ลดการเก็บภาษี ไม่ให้มีการทุจริต"
 " นี่ก็ไม่ถูกอีก สิ่งที่เจ้าพูด เป็นหน้าที่พระราชาก็จริง แต่ยังไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะฉะนั้น เจ้าจงกลับไปคิดใหม่ อย่ารีบร้อนหาคำตอบ โดยไม่ตั้งใจคิด ค่อยๆ ไตร่ตรอง หาเหตุผลรองรับที่ดี แล้วค่อยมาหาข้าอีกที เข้าใจมั้ย" 
 "พะยะค่ะเสด็จพ่อ"
 พระเจ้าจองโจทรงคิดถึงพระเจ้ายองโจที่ทรงตั้งคำถามนี้กับพระองค์ และทรงตอบไว้ว่า
 "ห่วงใยและรู้จักฟังเสียงของราษฎร ก็คือพระราชาที่ดี"
 พระเจ้ายองโจตรัสถามต่อว่า "เสียงของราษฎรมีอะไรบ้าง"
 "พ้นจากความยากไร้ ได้กินดีอยู่ดี"
 "ถ้าเจ้าเป็นพระราชา สิ่งแรกที่จะทำคืออะไร"
 "ลดภาษีและการส่งส่วย จัดระเบียบสังคมให้มีแบบแผน"
 "ผิดแล้ว ตอบใหม่ซิ"
 "เอ่อ คือ ไม่ให้ขุนนางรังแกราษฎรตามใจชอบ เข้มงวดต่อพวกเขา"
 "ผิดอีก"
 "ถ้า ถ้าอย่างงั้น ก็ต้องเป็น ให้ทหารบางส่วนปลดระวาง ไปทำการค้าเลี้ยงดูครอบครัว"
 "ตอบผิดทั้งนั้น สิ่งแรกที่พระราชาควรทำคืออะไรยังไม่รู้ แล้วยังคู่ควรเป็นหลานข้าอีกหรือ"
 นัมซาโชทูลพระเจ้าจองโจว่า "กว่าองค์ชายจะหาคำตอบได้ เห็นทีจะนานนะพะยะค่ะ"
 "แต่ว่า ไม่ว่ายังไงเขาก็ต้องค้นพบคำตอบ รีบไปเถอะ วันนี้ยังมีงานต้องทำอีกมาก"
 "พะยะค่ะ"
 แผนการปฏิรูปกองทัพเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าจองโจยิ่งนัก
 พระเจ้าจองโจทรงงานอย่างหนัก ทำให้พระองค์ทรงหน้ามืด ทุกคนตกใจ
 "ฝ่าบาท"
 "ทรงเป็นไรหรือเปล่า"
 "หม่อมฉันจะตามหมอมาเดี๋ยวนี้"
 "ไม่ ไม่ต้องตาม"
 "แต่ว่าฝ่าบาท"
 "ข้าไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วง อาการแบบนี้ใช่ว่าเพิ่งเกิดครั้งแรก เฮ่อ หึๆ ไปกันเถอะ"
 ใกล้วันเซ่นไหว้พระสนมซองซงยอน เหล่าซังกุงเตรียมเครื่องเซ่น พระมเหสีโยอึยมาเฝ้าพระพันปีเฮคยอง
 "ของเซ่นไหว้เตรียมพร้อมหมดแล้วใช่ไหม" พระพันปีเฮคยองตรัสถาม
 "พร้อมแล้วเพคะ พรุ่งนี้เช้าทุกคนจะออกเดินทางทันที"
 "ฝ่าบาทก็คงไปด้วยสิ"
 "เพคะ"
 "หมู่นี้ได้ยินว่าฝ่าบาทสุขภาพไม่สู้ดีนัก คงเพราะโหมงานจนลืมดูแลตัวเองเป็นแน่แท้"
 วันนี้พระเจ้าจองโจเสด็จนำพระพันปีเฮคยอง พระมเหสีโยอึยไปเซ่นไหวพระสนมซองซงยอน เสร็จแล้วพระองค์ตรัสถามเทซูว่า
 "เทซู เจ้าพูดอะไรกับซงยอนบ้าง เมื่อกี้เห็นยืนตั้งนานไม่ยอมถอยมา คงจะพูดเรื่องสำคัญล่ะสิ"
 " หม่อมฉันขอให้พระสนม ช่วยคุ้มครองให้ฝ่าบาททรงแข็งแรง เพราะไม่ว่าเราจะทูลยังไง ฝ่าบาทก็ไม่เคยดูแลพระองค์เอง เลยต้องให้พระสนมทรงช่วยบ้าง"
 "งั้นหรือ เฮ่อๆๆ งั้นก็แย่สิ สงสัยคืนนี้ นางต้องมาเข้าฝันและบ่นข้าแน่ เฮ่อๆๆ ทุกครั้งที่มาเยี่ยมนาง ข้าชอบขึ้นมาอยู่บนเนินเขานี้ ยืนอยู่ที่นี่ จะมองเห็นทิวทัศน์ทั้งเมือง แทบอยู่ในสายตาหมด เจ้าเห็นยังไงบ้าง ภาพข้างหน้า ดูเป็นเมืองที่สงบ และน่าอยู่หรือเปล่า"
 "พะยะค่ะ หม่อมฉันก็คิดอย่างงั้น"
 "ข้าน่ะ ตั้งใจมานาน ที่จะเป็นพระราชาที่ดีแห่งโชซอน ให้ชาวประชาที่มาอาศัย แม้จะต่างชนชั้นอาชีพ แต่ก็มีชีวิตที่ร่มเย็น พอมีพอกิน มีความสุขไปตามอัตภาพ"
 "ฝ่าบาท ทุกวันนี้ก็ทรงทำได้แล้วพะยะค่ะ หม่อมฉันเชื่อว่าโชซอน ไม่เคยมียุคไหนที่รุ่งเรืองเท่ากับสมัยนี้"
 "ไม่หรอก ยังไม่ถึงขนาดนั้น สิ่งที่ข้าจะทำ ยังมีอีกหลายอย่าง และสิ่งที่ควรทำ ก็ไม่จบไม่สิ้นซะที"
 พวกพ่อค้าโวยวายไม่อยากใช้เงินชิง จะมาขอแลกคืน พระเจ้าจองโจทรงปรึกษากับชองยายง
 "นี่คือเงินชิงที่เราซื้อมา ส่วนนี่คือ เงินปลอมที่กำลังระบาดอยู่พะยะค่ะ"
 "ดูด้วยตาเปล่าแทบไม่ต่างเลย"
 " นั่นสิพะยะค่ะ เนื่องจากไม่ค่อยมีลวดลาย อีกทั้งวัสดุหาง่าย จึงง่ายต่อการปลอมแปลง ด้วยเหตุนี้ ทำให้มีเงินปลอมใช้กันเกลื่อนในตัวเมืองพะยะค่ะ"
 "และที่ชาวบ้านชุมนุมประท้วงก็เพราะเรื่องนี้ เพราะมีเงินปลอมแพร่ระบาด จึงขอให้เลิกใช้เงินชิงซะ" เชกาทูล
 "แล้วยังไง ตอนนี้รุนแรงมากมั้ย"
 " ที่เราใช้เงินต้าชิงเพื่อจะแก้ปัญหาเงินฝืด แต่กลายเป็นพ่อค้าไม่ยอมรับ ทำให้ปัญหายิ่งลุกลาม โดยเฉพาะร้านค้าใหญ่ ต่างทยอยปิดตัวเพราะไม่กล้ารับความเสี่ยงพะยะค่ะ"
 "ก่อนอื่นคงต้องเก็บเงินปลอมคืนมา และจับกุมพวกที่ผลิตเงินปลอม ถึงจะแก้ปัญหาได้พะยะค่ะ"
 พระเจ้าจองโจทรงงานอย่างหนัก นัมซาโชต้องคอยทูลเตือนให้บรรทม
 "ฝ่าบาท ทรงเข้าบรรทมเถอะพะยะค่ะ นี่ตั้ง 4 วันแล้ว ที่ไม่ได้บรรทมอย่างเพียงพอ"
 "ปัญหาเรื่องเงินปลอมลุกลามไปหลายเมือง ข้าอยากจะ ตรวจฎีกาทั้งหมดให้จบก่อน"
 "แต่ว่าฝ่าบาท"
 "ไม่ต้องห่วง ข้าน่ะ รู้ว่าตัวเองยังทนไหว เฮ่อ"
 นัมซาโชให้ซังกุงรีบตามหมอหลวงมาดูอาการของพระเจ้าจองโจ ระหว่างที่รอชองยายงมาขอเข้าเฝ้า นัมซาโชถามว่า
 "เรื่องด่วนหรือเปล่า
 "จะว่าด่วนก็ไม่เชิง เกี่ยวกับคนที่ผลิตเงินปลอม จะมาถวายรายงานน่ะครับ"
 "หึ ถ้าอย่างงั้น ไว้วันหลังค่อยมาได้ไหม หลายวันนี้ฝ่าบาทยังไม่ได้บรรทมเลย ข้ากะว่าคืนนี้ อยากให้ทรงพักผ่อนให้มากที่สุด"
 วันต่อมาพอพระเจ้าจองโจทรงทราบจากชองยายงก็ถอนพระทัย
 "อะไรนะ ทั้งพ่อค้ารายใหญ่รายย่อย ยังไม่ยอมเปิดกิจการอีกหรือ"
 "พะยะค่ะ แม้ทางการจะกวาดล้างพวกผลิตเงินปลอมอย่างหนัก แต่พ่อค้าก็ไม่ไว้ใจเงินต้าชิงอยู่ดี"
 พระเจ้าจองโจมองหน้า "หึ"
 "เป็นปัญหาทางจิตวิทยาพะยะค่ะ ถ้าคนไม่เชื่อมั่นในเงินตรา เราจะยากจะบังคับได้"
 "แต่ถ้าขืนปล่อยไว้ เศรษฐกิจของเราต้องพังแน่ สุดท้าย บ้านเมืองก็จะสั่นคลอนเพราะเรื่องนี้"
 "หม่อมฉันเห็นว่า ถ้าไงมีประกาศ ให้เลิกใช้เงินชิงชั่วคราวดีไหมพะยะค่ะ"
 " ทำไมคิดอย่างงั้น ให้เลิกใช้เงินชิงหรือ ฝ่าบาท ไม่ได้นะพะยะค่ะ เราเสียงบประมาณส่วนใหญ่ไปกับเงินชิง และตอนนี้ เงินชิงก็กำลังจะส่งมาอีกระลอกหนึ่ง แล้วจะทำไงดี"
 ชองยายงถอนใจ "เฮ่ย"
 "บอกกับตอนนี้ ไม่มีทางอื่นจะแก้ปัญหาเงินฝืดได้ ถ้าระงับการใช้ เกรงว่าปัญหาจะยิ่งเลวร้ายลง"
 "แล้วเราจะพูดกับพวกพ่อค้ายังไง ถึงออกมาตรการบังคับ พวกเขาก็ไม่ยอมรับเงินต้าชิงอยู่ดี"
 "หึ งั้นข้าจะไปคุยเอง ข้าจะออกหน้าด้วยตัวเอง คุยกับบรรดาพ่อค้าทั้งหลาย ให้เข้าใจสถานการณ์" พระเจ้าจองโจตรัส
 เช กามาทูลพระเจ้าจองโจว่าพวกชาวบ้านพากันเครียดมากเกี่ยวกับเงินปลอม พระเจ้าจองโจทรงมีรับสั่งให้เรียกประชุมเหล่าขุนนางทันที เชกาทูลพระเจ้าจองโจอีกว่า
 "ฝ่าบาท ทรงรับสั่งว่า ให้ทางการรับคืนเงินชิงทั้งหมดหรือพะยะค่ะ"
 " ใช่ ข้าตัดสินใจแบบนี้ รู้ว่าทุกท่านมีความกังวลอะไรบ้าง ถ้าทางการรับคืนเงิน ความเสียหายจะเกิดอย่างมหาศาล และหนทางที่จะแก้ปัญหาเงินฝืด ก็ยิ่งยากเย็นไปอีก แต่ถึงอย่างงั้น ข้าก็เชื่อว่านี่คือหนทางที่ดี เพราะการค้า เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เราจะให้คนค้าขาย ไม่เชื่อมั่นในเงินตราได้ยังไง"
 "ทรงอภัยด้วยพะยะค่ะ เพราะความผิดพลาดของหม่อมฉัน ทำให้ฝ่าบาทและราชสำนักเดือดร้อน"
 " ไม่หรอก นี่ไม่ใช่ความผิดของท่าน ตอนเราเอาเงินชิงเข้ามา ไม่นึกว่าจะเกิดปัญหาเงินปลอม ถือว่าข้าผิดเอง ที่ไม่ทันคิดรอบคอบ แต่สำคัญคือนับแต่นี้ ทุกคนต้องร่วมแรงร่วมใจ หาวิธีแก้ปัญหาเงินฝืดให้ได้ ข้าเชื่อว่าถ้าเรามีสติ ไม่มีอะไรที่แก้ไม่ได้ ข้าจะเคี่ยวเข็ญให้ทุกคนช่วยกันคิด เข้าใจมั้ย"
 "พะยะค่ะฝ่าบาท"
 ชองยายงทูลพระเจ้าจองโจว่าจะหาแร่อื่นมาแทนทองแดง พระเจ้าจองโจทรงอึ้งไป
 "ว่าไงนะ จะหาแร่อื่นมาแทนทองแดงงั้นหรือ"
 "พะยะค่ะ ถูกต้องแล้ว การผลิตเหรียญต้องใช้ทุนสำรองที่สูง สาเหตุหลักก็เพราะทองแดงมีราคาสูงมาก"
 "แต่ถ้าเงินเหรียญไม่ผสมทองแดง เนื้อจะอ่อน กลายเป็นเศษเงินที่ไร้ค่า แล้วจะมีแร่ชนิดอื่นที่แข็งพอมาแทนที่ได้หรือ"
 "หม่อมฉันจะพยายามหาดู"
 หมอ หลวงจะมาตรวจพระอาการของพระเจ้าจองโจ นัมซาโชบอกว่าเสด็จไปโรงกษาปณ์ หมอหลวงเลยดุนัมซาโชที่ให้เสด็จไปทรงงานหนัก ทั้งที่ทรงประชวรหนักไม่น้อย นัมซาโชรีบไปตามพระเจ้าจองโจทันที
 ที่โรงกษาปณ์ ชองยายงนำเหรียญที่ผลิตแล้วมาให้พระเจ้าจองโจทอดพระเนตร
 "พวกนี้ ก็คือเหรียญที่ผลิตจากแร่หินชาชอนพะยะค่ะ ฝ่าบาท พระพักตร์ไม่สู้ดีนัก หรือจะกลับวังดีมั้ย"
 "ไม่ ข้าไม่เป็นไร พวกนี้ ต้องเอาไปเทียบกับเหรียญที่เราใช้อยู่"
 "พะยะค่ะ หม่อมฉันจะไปเอามาเดี๋ยวนี้"
 ชอง ยายงออกไป พระเจ้าจองโจรู้สึกหน้ามืดขึ้นมาทันที กว่าเทซูกับชองยายงจะกลับมาเห็นพระเจ้าจองโจก็ทรงหมดสติไปแล้ว ทั้งสองรีบพาพระเจ้าจองโจกลับวังหลวง พระมเหสีโยอึยทรงทราบก็รีบเสด็จไปดูแลพร้อมเจอกับพระพันปีเฮคยอง
 "เสด็จแม่"
 "ชุงจอน  นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมฝ่าบาท อยู่ดีๆ เกิดไม่สบายได้ล่ะ หา"
 พระมเหสีโยอึยทรงอึกอักเพราะยังไม่ทราบเหมือนกัน
 คังซกกีกับซอจังบูรีบมาถามเทซูทันที
 "เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ตอนนี้ฝ่าบาท ทรงเป็นไงบ้างรู้มั้ย"
 "เพราะข้าเลินเล่อ ไม่ได้อยู่ใกล้ชิด ทั้งหมดนี้ เป็นความผิดของข้าเอง"
 พระพันปีเฮคยองกับพระมเหสีโยอึยทรงถามพระอาการของพระเจ้าจองโจจากหมอหลวง
 "ท่านบอกว่าอาการของฝ่าบาทน่าเป็นห่วง นี่มันหมายความว่าไงน่ะ"
 "ท่านหมอ รีบพูดมาเร็วเข้า"
 "ทรงมีฝีในพระวรกาย จนเกินจะเยียวยา บวกกับเชื้อกระจายไปทั่ว ทำให้ทรงมีไข้ และสุดท้ายจึงได้หมดสติพะยะค่ะ"
 พระพันปีเฮคยองทรงตกพระทัยมาก "หา หึ"
 พระมเหสีโยอึยทรงตั้งสติและถามต่อ "แล้วยังไงอีก ข้าอยากรู้วิธีรักษา พอจะทำให้หายได้ไหม"
 "แม้จะใช้ยา "ยกจี" และ "ซงตัน" แต่ยังทรงมีไข้สูง ทำให้ยากจะคาดเดาผลได้ หม่อมฉันไร้สามารถ ทรงประหารหม่อมฉันเถอะพะยะค่ะ"
 ทั้งสองพระองค์พากันตกพระทัยมาก พระพันปีเฮคยองถึงกับทรงหมดเรี่ยวแรง ซังกุงรีบประคอง
 "พระพันปี"
 พระพันปีเฮคยองทรงกรรแสง "ฮือ ฮือ ฮือ"
 พระเจ้าจองโจทรงปวดมากและร้องออกมา หมอหลวงตรวจพระอาการอย่างใกล้ชิด
 " หม่อมฉันจะถวายยา "กาคัง" เสริมให้อีก ที่จริงฝ่าบาทน่าจะเสวยตั้งแต่แรกเริ่มที่มีอาการ  แต่เพราะหมออื่นคัดค้าน หม่อมฉันเลยไม่กล้าถวายอีก"
 พระมเหสีโยอึยตรัสถาม "เพราะอะไร"
 " เพราะว่ายานี้ ไม่ได้รักษาเกี่ยวกับโรคฝี แต่มีผลดีต่ออาการไข้พะยะค่ะ เนื่องจากฝ่าบาททรงมีไข้สูงมาหลายวัน หม่อมฉันจึงจะหยุดรักษาเกี่ยวกับโรคฝีก่อน แต่ใช้ยากาคังบรรเทาไข้ให้ลดลง แต่ถ้าโชคร้าย ในสามวันนี้ ไข้ยังไม่ลดอีก หม่อมฉันก็เห็นจะจนปัญญาแล้วพะยะค่ะพระมเหสี"
 "ฮือ ฝ่าบาททรงทราบมั้ยเพคะ ฮือ แค่สามวันเท่านั้น ในระหว่างนี้ ฮือ ยังไงก็ต้องทรงรู้สึกพระองค์นะเพคะ"
 เสียงพระเจ้าจองโจทรงร้องโอดครวญดังมา ทำให้คิมซังกุงกับโชบีถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ร้องไห้ออกมา พระมเหสีโยอึยทรงปลอบ
 "อย่าร้องไห้อีกเลย ข้าเชื่อว่าฝ่าบาทต้องหายดี ฉะนั้น อย่าให้ข้าเห็นน้ำตาของใครอีก"
 เท ซูอยู่ลำพังก็ได้แต่ภาวนา "ตอนนี้ยังไม่ได้  นี่ยังไม่ใช่เวลานะพะยะค่ะ ฝ่าบาท ยังไม่ควรเสด็จไปตอนนี้ หม่อมฉัน จะไม่ให้ฝ่าบาทสิ้นพระชนม์แบบนี้ ฮือ ฉะนั้น พระสนมได้โปรด ช่วยคุ้มครองฝ่าบาทด้วย ช่วยให้ฝ่าบาททรงปลอดภัย อย่าได้ทรงประชวรอีกเลย พระสนม ฮือๆๆ ฮือๆๆ"
 พระพันปีเฮคยองทรงไหว้พระและคิด "โปรดช่วยคุ้มครองฝ่าบาทด้วย สิ่งศักดิ์สิทธิ์  จงคุ้มครองฝ่าบาทด้วยเถอะ"
 ขณะ ที่พระหมื่นปีจองซุนเองก็ทรงรู้สึกหดหู่ "ฝ่าบาททรงทราบอะไรมั้ยเพคะ เป็นเรื่องที่น่าแปลกไม่น้อย ทันทีที่รู้ว่านัดดาของพระองค์ซึ่งเป็นคู่อริกำลังป่วยหนัก หม่อมฉันกลับไม่รู้สึกดีใจ ไม่รู้ว่าทำไม ในใจของหม่อมฉัน กลับรู้สึกเฉยๆ"
 พระเจ้าจองโจทรงฝันเห็นซองซงยอนมาร้องไห้อยู่ข้างๆ
 " ฮือ ฝ่าบาท ฮือ ทำไมทรงกลายเป็นแบบนี้  ฮือ ทำไมถึงได้ ทรุดโทรมลงไปมากถึงขนาดนี้ ฮือ ฮือ ฝ่าบาทต้องทรงเข้มแข็งไว้  ฮือ ฝ่าบาทต้องทรง เห็นแก่บ้านเมือง อดทนให้มากนะเพคะ ฮือ หม่อมฉันขอร้อง ขอให้ฝ่าบาท ทรงอดทนอีกนิด"
 "โอย โอย" พระเจ้าจองโจครางและลืมตา "ซงยอน"
 "หึ ฝ่าบาท"
 "ฮือๆๆ เจ้าจริงหรือ คนที่อยู่กับข้าตอนนี้ คือเจ้าจริงหรือซงยอน"
 "ฮือ จริงเพคะ ฮือ หม่อมฉันมาเฝ้าแล้ว ฮือ หม่อมฉันมาอยู่กับฝ่าบาท"
 "ฮือๆๆๆ"
 "ฝ่าบาททรงเข้มแข็งไว้นะ ฮือ ต้องทรงเอาชนะโรคภัยให้ได้ ฮือ หม่อมฉันเชื่อว่า ฝ่าบาทเป็นคนเข้มแข็งเสมอ"
 "ฮือๆๆๆ"
 "ฝ่าบาทยังทรงมีงาน ต้องทำอีกมากไม่ใช่หรือเพคะ ฮือ ยังทรงมีพระดำริ อีกหลายอย่าง ที่ยังไม่ได้เป็นจริงเลย"
 "หึ หึ ซงยอน"
 "ฝ่าบาท"
 "ตอนนี้ ยังไม่ใช่เวลาที่ข้าจะไป เพราะข้ายังไม่ได้ ทำงานทุกอย่างให้เสร็จจริงมั้ยซงยอน"
 พระมเหสีโยอึยเสด็จมา และตรัสถามนัมซาโชว่า
 "พระอาการ ยังไม่ดีขึ้นอีกหรือ"
 "พะยะค่ะ ยังไม่ดีขึ้นเลย"
 ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงหมอหลวงกับซังกุงร้องเรียกพระเจ้าจองโจ พระมเหสีโยอึยรีบเสด็จเข้าไปทันที
 "หึ เกิดอะไรขึ้นน่ะ"
 "เอ่อ ฝ่าบาททรงฟื้นแล้วพะยะค่ะ ทรงรู้สึกพระองค์แล้ว"
 "หา หึ ฝ่าบาท ฮือ ฝ่าบาท หม่อมฉันเองเพคะ ทรงจำหม่อมฉันได้ไหม"
 "ชุงจอน"
 "ฮือ ฝ่าบาท"
 นัมซาโชออกไป เทซูรู้ข่าวก็ดีใจมาก นัมซาโชสั่งให้ซังกุงนำโจ๊กมาถวายเร็วๆ
 "พูดแบบนี้หมายความว่าไงครับ ท่านบอกว่าฝ่าบาทไม่ได้ทรงหายดีหรอกหรือ ใต้เท้า" เทซูถามนัมซาโช
 "หมอหลวงบอกว่าอาการยังหนักอยู่ คิดว่าคงอยู่ได้ไม่นานนัก ที่ทรงรู้สึกพระองค์ ก็เหมือนปาฏิหาริย์แล้ว"
 เทซูตกใจมาก "หา"
 "แต่ว่าเทซู ข้าเชื่อพระทัยฝ่าบาท ทรงเข้มแข็งยิ่งกว่าใคร คงไม่ยอมแพ้โรคภัยง่ายๆ แน่"
 นัมซาโชเข้ามาทูลพระเจ้าจองโจ
 "ฝ่าบาท แม่ทัพปาร์คมาขอเฝ้าพะยะค่ะ"
 "หึ มาแล้วหรือ"
 "ทำไมยังทรงงานอยู่ล่ะพะยะค่ะ"
 "ไม่เป็นไร ข้าเคยบอกทุกคนแล้วว่า ถ้าทำงานไหวก็จะทำไปเรื่อยๆ"
 " ฝ่าบาท ถือว่าเห็นแก่หม่อมฉันซักครั้ง ตอนนี้สิ่งสำคัญคือพระวรกายของพระองค์ ฉะนั้น ให้ทรงลืมราชกิจไปก่อน ดูแลพระอนามัยให้ทรงแข็งแรงดีกว่า"
 "หึ ข้าว่าเจ้า คงรู้ว่าอาการของข้า ไม่มีทางหายได้ง่ายๆ เทซู เข้าใจใช่ไหม เพราะอย่างงี้ข้าเลยยิ่งต้องทำงาน เพราะเป็นโรคที่หมดทางเยียวยา ข้าจึงเหลือเวลาไม่มากนัก ต้องรีบทำงานทุกอย่างให้จบ"
 "หึ ฝ่าบาท"
 " หึ ต่อไปคงต้องฝากรัชทายาทไว้ ตอนนี้เขายังเด็กนัก ถ้าครองราชย์หลังจากข้าตายไป เขาต้องมีปัญหาเยอะแน่ ฉะนั้นไม่ว่าจะดีหรือร้าย ตราบใดที่เขายังอยู่ในตำแหน่งนี้ เจ้าต้องคอยปกป้องดูแล เหมือนที่ทำกับข้า ซื่อสัตย์ ต่อเขาต่อไป"
 "ฮือ พะยะค่ะ หม่อมฉันขอถวายสัญญา หม่อมฉัน จะทำตามรับสั่งของฝ่าบาท"
 " หึ หึ สำหรับ การเป็นเพื่อนที่ดีของข้า ข้ายังต้องขอบใจเจ้า เกิดมาชาติหนึ่ง ข้าได้มีเพื่อนที่รู้ใจอย่างเจ้า แค่นี้ก็อุ่นใจมากแล้ว"
 "ฮือ ฮือ ฝ่า ฝ่าบาท ฮือ ฮือ"
 ทันใดนั้น พระเจ้าจองโจก็ทรงหมดสติไป หรือนี่คือการสิ้นสุดความยิ่งใหญ่ของกษัตริย์จองโจ จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน
 วันเวลาผ่านไป เทซูมาเข้าเฝ้าพระเจ้าซุนโจ
 "รับสั่งให้หาหรือพะยะค่ะ"
 "หึ ได้ยินว่า ท่านเป็นสหายกับเสด็จพ่อตั้งแต่ยังเด็กหรือ"
 "พะยะค่ะฝ่าบาท ถูกต้องแล้ว"
 "เจอกันครั้งแรกเมื่อไหร่"
 "ดูเหมือนว่า หม่อมฉันซัก 11 ขวบได้ ตอนนั้นอดีตพระราชายังเป็นแค่องค์ชาย และหม่อมฉันก็เจอพระองค์ที่ตำหนักซีมินตังพะยะค่ะ"
 "อายุพอกับข้าตอนนี้หรือเปล่า"
 "เอ่อ ใช่พะยะค่ะ"
 " ข้าเคยได้ยินเสด็จพ่อตรัสถึงท่านบ่อยๆ รับสั่งว่าเป็นสหายที่รู้พระทัยและมีความซื่อสัตย์อย่างมาก หึ แต่ข้ารู้สึกกลัว ข้าไม่รู้ว่าตัวเองจะทำอะไรได้บ้าง ไม่รู้จะเจริญรอยตามเสด็จพ่อได้หรือเปล่า"
 "เอ่อ ฝ่าบาท หึ เรื่องนี้อย่าทรงกังวลเลยพะยะค่ะ ยังมีหม่อมฉันที่จะอยู่เคียงข้างฝ่าบาทเสมอ หม่อมฉัน จะขอถวายอารักขา แม้จะแลกด้วยชีวิตก็ตาม ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าดีหรือร้าย ขอให้ฝ่าบาททรงเข้มแข็ง เป็นพระราชาที่ทำนุบำรุงบ้านเมืองเหมือนเสด็จพ่อนะพะยะค่ะ"
 "อึม" พระเจ้าซุนโจดีพระทัย
 เทซูนึกถึงพระเจ้าจองโจ "หึ ฝ่าบาท ทรงสำราญดีมั้ยพะยะค่ะ อยู่บนสวรรค์ ได้พบพระสนมแล้วหรือยัง หึ"
 พระเจ้าจองโจทรงพาเทซูไปที่เมืองหนึ่งและตรัสว่า
 "เจ้าเห็นยังไงบ้าง ภาพข้างหน้า ดูเป็นเมืองที่สงบ และน่าอยู่หรือเปล่า"
 "พะยะค่ะ หม่อมฉันก็คิดอย่างงั้น"
 " ข้าน่ะ ตั้งใจมานาน ที่จะเป็นพระราชาที่ดีแห่งโชซอน ให้ชาวประชาที่มาอาศัย แม้จะต่างชนชั้นอาชีพ แต่ก็มีชีวิตที่ร่มเย็น พอมีพอกิน มีความสุขไปตามอัตภาพ ข้าอยากให้เกิดความเสมอภาค ไม่มีใครถูกกดขี่ข่มเหง อยู่ในโลกที่ ไม่มีความหิวโหย ไม่มีการแบ่งชนชั้น ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ ไพร่ฟ้าหน้าใสทั่วหล้า อะไรที่ทำเพื่อพวกเขาได้ ข้า พร้อมจะเสียสละความสุขส่วนตัว โดยไม่รีรอ เพื่อให้ทุกคนมีความสุขอย่างแท้จริง"
 "ฝ่าบาททรงทราบมั้ยพะยะค่ะ จนถึงวันนี้ หม่อมฉันยังจำเหตุการณ์วันนั้นได้เป็นอย่างดี นั่นเป็นรับสั่ง ที่ทำให้เกิดความปลาบปลื้มนัก แสงแดดอันแรงกล้ายังไม่เท่าแววพระเนตรอันมุ่งมั่นของพระองค์ ที่ต้องการส่องสว่าง ให้อนาคตของโชซอนมีแต่ความรุ่งเรือง นับแต่นี้ หม่อมฉันจะสานต่อเจตนารมณ์ของพระองค์เอง แนวคิดของฝ่าบาทจะมีราษฎรเป็นผู้เจริญรอยตาม ฉะนั้นทุกอย่างยังไม่จบลง และไม่มีวันจบด้วย ซักวันความหวังของฝ่าบาท จะสัมฤทธิ์ผลไปทั่วแดน ถึงตอนนั้นราษฎรของพระองค์จะมีชีวิตที่ดีขึ้น สมกับความทุ่มเทมาตลอดพระชนม์ชีพ"

อวสาน
 

 

ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน 73

  
 องค์ชายมุนโฮออกหัด ทำให้มีผื่นทั่วใบหน้าและมีไข้

สูง บรรดาหมอหลวงถูกเรียกตัวเข้าวังหลวง แต่แล้วองค์ชายมุนโฮก็ต้องเสียชีวิต พระสนมซองซงยอนไม่อยากเชื่อเลยว่าลูกจะจากนางไป นางได้แต่กอดศพลูกชายร้องไห้ด้วยความเศร้าโศกเสียใจ
 "ฮือ เซจา ลูกแม่ ไม่นะ ฮือ ไม่จริง ลืมตามาเดี๋ยวนี้ ได้โปรดลุกขึ้นมาพูดกับแม่หน่อย  แม่บอกให้ตื่นไง ฮือ ไม่นะ อย่าทิ้งแม่ไปแบบนี้ ลูกแม่ ฮือๆๆ เจ้าไม่รักแม่แล้วหรือ ฮือๆๆ ลูกแม่ ฮือๆๆ ฮือๆๆ ลูกรักของแม่ ฮือๆๆ ลูกแม่ ทำไมทิ้งแม่ไปแบบนี้ ฮือๆๆ"
 การจากไปขององค์ชายมุนโฮ สร้างความเสียใจให้กับทุกคนอย่างมาก ทำให้พระมเหสีโยอึยต้องดูแลทั้งพระพันปีเฮคยอง พระสนมซองซงยอน และทรงดูพระสนมซองซงยอนเป็นพิเศษ เพราะกำลังตั้งครรภ์อยู่
 หมอหลวงจะมาตรวจครรภ์แต่พระสนมซองซงยอนไม่ยอมให้ตรวจ พอดีพระเจ้าจองโจเสด็จมาและพาออกมาเดินเล่น
 "ออกมาเดินแบบนี้จะดีหรือ เจ้าไม่ค่อยสบายนัก ข้าว่าไม่ควรออกมาตากลม"
 "หึ ไม่เป็นไรเพคะ หม่อมฉันสบายดี"
 "แล้วเมื่อกี้ ทำไมไม่ยอมให้หมอตรวจชีพจรล่ะ ข้าอยู่ข้างนอกเผอิญได้ยิน เจ้าไม่ยอมให้หมอหญิงตรวจชีพจร ใช่หรือเปล่า"
 "เอ่อ ฝ่าบาท นั่นเป็นเพราะ"
 "ซงยอน จะยังไงก็ช่าง อย่าให้ตัวเองเสียสุขภาพเด็ดขาด เข้าใจที่พูดใช่ไหม"
 "หึ เพคะฝ่าบาท หม่อมฉันเข้าใจ ต่อให้ เห็นแก่ลูกในท้อง,หม่อมฉันก็ต้องดูแลตัวเองอย่างดี ฝ่าบาทไม่ต้องทรงเป็นห่วงหรอกเพคะ"
 พระสนมซองซงยอนเรียกให้เทซูมาพบ
 "มาแล้วหรือ นั่งลงสิ ดูเหมือนว่านานเต็มที ที่เราไม่ได้เจอกันแบบนี้นะ"
 "พะยะค่ะ"
 "หึ มองอะไร อย่าทำหน้าอย่างงั้นสิ ข้าไม่ได้เป็นไร อย่าห่วงเลย"
 "พระสนม"
 "เอ่อ จริงๆ แล้วคือ ข้ามีเรื่องบางอย่างจะขอไหว้วานเจ้า"
 "ไหว้วานหรือ"
 "อึม เจ้าออกไปข้างนอก หาหมอให้ข้าซักคนได้ไหม"
 "พระสนม จะหาหมอชาวบ้านหรือพะยะค่ะ"
 "อึม ยิ่งเร็วก็ยิ่งดี และพามาพบข้า อย่าให้ใครรู้เด็ดขาด จะทำได้ไหม"
 "แต่หม่อมฉันไม่เข้าใจ ในวังมีหมอหลวงมากมายอยู่แล้ว ทำไมต้องหาหมอชาวบ้านอีก"
 "เรื่องนี้ ไว้วันหลังข้าค่อยบอกเจ้า เอ่อ อีกอย่าง อยากให้เจ้ารับปากเรื่องหนึ่งด้วย เรื่องนี้ ห้ามไปทูลฝ่าบาท ที่สำคัญ ถ้าข้าไม่อนุญาต เจ้าห้ามถามหมอว่าข้าเป็นอะไร ทำไมต้องให้เขามาพบ หรือว่าข้ามีจุดประสงค์อื่นกันแน่"
 "แต่ว่าพระสนม"
 "ถือว่าข้า ขอร้องเจ้า ในฐานะเพื่อนเก่าเถอะนะ ถ้ายังไง โปรดรับปากข้า ปิดเป็นความลับได้ไหม รับปากข้ามาเร็ว"
 เวลานั้นพระเจ้าจองโจทรงงานอยู่กับชองยายง
 "อึ๊บ นี่คืออิฐก้อน ที่ผสมดินแดงแล้วนำไปเผาพะยะค่ะ มีความแข็งแกร่งคงทนเป็นพิเศษ ไว้สำหรับสร้างกำแพงเมือง จะดูสวยงามและมั่นคง"
 "แต่การใช้อิฐสร้างบ้าน ในสมัยโกคูรยอก็ไม่ค่อยนิยมแล้วนี่นา" พระเจ้าจองโจตรัส
 "แต่ว่าฝ่าบาท ที่ต้าชิงไม่เพียงแต่กำแพงเมืองเท่านั้น แม้แต่บ้านคนก็นิยมสร้างด้วยอิฐพะยะค่ะ"
 เชกาเห็นด้วย "นั่นสิพะยะค่ะ  ถ้าใช้ก้อนหินนอกจากขนส่งลำบากแล้ว  ยังเสียทั้งเงินและเวลาโดยใช่เหตุ"
 "ไม่เพียงแค่นี้ ความคงทนก็น้อยกว่า ความสวยงามก็สู้ไม่ได้ด้วย"
 "ถึงอย่างงั้นก็เถอะ  ด้วยวิทยาการของเรา  ยังไม่พอที่จะผลิตก้อนอิฐที่มีความคงทนถาวรนี่นา"
 "อ้อ ถ้าไม่ดีจริง หม่อมฉันคงไม่ทูลเชิญมาทอดพระเนตร หม่อมฉันได้สร้างโรงงานที่เมืองซูวอน สามารถแก้ปัญหาที่ฝ่าบาททรงกังวลได้หมดพะยะค่ะ"
 เมื่อจะเสด็จเข้าตำหนักทรงกำชับกับพวกเทซูว่า
 "คราวก่อนที่มีคนบุกรุกวังหลวง เราแทบจับมือใครดมไม่ได้ แต่เชื่อว่าพวกเขา คงไม่ได้หวังจะฆ่าข้า แต่ต้องการของบางอย่างที่อยู่กับข้ามากกว่า ถ้ารู้ว่าเราจะสร้างเมืองใหม่ พวกเขาต้องมาก่อกวนแน่ ข้าจึงอยากให้พวกเจ้าไปอยู่กับคนทำงานที่นั่น  เผื่อมีอะไรน่าสงสัย จะเป็นเบาะแสบ้าง"
 "พะยะค่ะฝ่าบาท"
 ขณะที่เทซูพาหมอมาให้พระสนมซองซงยอนเรียบร้อย หมอตรวจอาการแล้วตกใจมาก พระสนมซองซงยอนเห็นอาการของหมอก็รู้ทันที
 "หึ ก่อนหน้านี้ไม่นาน ข้าคลำเจอก้อนเนื้อที่ใต้อก เลยไปอ่านตำราแพทย์ บวกกับอาการข้างเคียงที่เป็น คล้ายกับโรคเนื้อร้ายไม่มีผิด เลยเชิญท่านมาตรวจให้แน่ใจอีกที เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วง ที่ข้าสันนิษฐาน คงไม่ผิดใช่ไหม"
 "ทรงอภัยด้วย พะยะค่ะ ถ้าอย่างงั้น หม่อมฉันขอทูลพระสนมว่า โรคที่ทรงเป็นอยู่ คือเนื้อร้ายจริงๆ พะยะค่ะ อีกทั้งอาการลุกลาม อยู่ในขั้นที่น่าเป็นห่วง หม่อมฉันขอเสนอให้แจ้งสำนั กหมอหลวง เพื่อทำการรักษา"
 "อีกนานมั้ย ข้าจะอยู่อีกนานแค่ไหน"
 หมอชาวบ้านอึกอัก "เอ่อ"
 "ข้ารู้ว่าโรคแบบนี้ เทวดาก็รักษาไม่หาย ฉะนั้นจงบอกมาสั้นๆ ข้าจะมีเวลาอีกเท่าไหร่ หึ บอกให้ข้ารู้ตามตรง ท่านหมอ"
 "เอ่อ คือ เรื่องนี้ หม่อมฉันคงไม่อาจให้คำตอบที่แน่ชัดได้ โรคประเภทนี้ แม้จะอยู่ในขั้นรุนแรง แต่หากกินยา ประเภท "อุนแบวอน" หรือว่า "โยยีตัน" อย่างต่อเนื่อง ก็พอจะช่วยประทังได้"
 "ไม่ ข้าจะไม่กินยา"
 "หา อะไรนะ"
 "อุนแบวอนเป็นยาที่มีฤทธิ์แรง คนที่กินมากๆ อาจมีผลกระทบต่อเด็กในครรภ์"
 "เอ่อ แต่ว่าพระสนม ถ้าไม่ยอมเสวยยาประเภทนี้"
 " เข้าใจผิดแล้ว ที่ข้าเชิญมา ไม่ใช่ให้มาเกลี้ยกล่อมข้า หึ ที่อยากรู้ก็แค่ว่า ถ้าผู้ป่วยที่ไม่รับยาชนิดไหน ปกติจะอยู่ได้นานเท่าไหร่ หึ ท่านตอบมาตามนี้ก็พอ หึ อยู่ได้อีกหลายเดือนจนกว่าจะคลอดลูก เป็นไปได้หรือเปล่า ข้าจะมีความหวังขนาดนั้น ฮือ จะเป็นไปได้มั้ย"
 หมอชาวบ้านอึ้ง "พระสนม"
 ใน ที่สุดหมอก็บอกว่า "ถ้าสวรรค์เมตตา ไม่ให้อาการกำเริบเร็วนัก ไม่แน่ว่า อาจจะอยู่ถึงวันที่มีประสูติกาล แต่ว่า กว่าจะถึงวันนั้นจะทรงทรมานมาก เพราะทุกวันนี้ อาการเจ็บปวดก็เริ่มมีแล้ว ยิ่งถ้าไม่เสวยโอสถ ใครก็ยากจะต้านทานความเจ็บปวดได้นะพะยะค่ะ"
 พอหมอออกมาเทซูก็ถามว่าพระสนมมีเรื่องอะไร พอดีพระสนมซองซงยอนออกมาห้ามไม่ให้หมอบอก แล้วก็ขอร้องเทซูไม่ให้ทูลอะไรกับพระเจ้าจองโจ เทซูจึงนิ่งไป
 ชองยายงให้พวกคังซกกีมาช่วยงาน ทำให้พวกเขาเจอหน้าคนร้ายที่หลบหนีไป เขาจับมาคาดคั้นจนรู้ว่าผู้ที่บงการเขาคือมินจูซี แล้วพากันไปตรวจค้นที่บ้านผุกชุน แชซกจูรีบรายงานให้พระหมื่นปีจองซุนทราบทันที พระหมื่นปีจองซุนทรงตกพระทัยมาก
 ด้านเทซูก็กลับมาทูลรายงานพระเจ้าจองโจ
 "แม้จะตรวจค้นบ้านนั้นจนทั่ว แต่ดูเหมือนนักโทษจะรู้ตัวเลยหนีไปก่อน ทรงอภัยด้วยพะยะค่ะ"
 "ถ้าหนีก็คงไปไม่ไกล ส่งทหารไปตามล่าอีก ยังไงก็ต้องจับมาให้ได้ เข้าใจมั้ย"
 "พะยะค่ะ น้อมรับพระบัญชา หึ"
 พระเจ้าจองโจมีรับสั่งกับแชจีคยอมว่ายังไงก็ต้องจับตัวมินจูซีมายันความผิดของพระหมื่นปีจองซุนให้จงได้
 พระสนมซองซงยอนทรงหมดสติไป พอฟื้นขึ้นมาก็ไม่ยอมให้ หมอหลวงตรวจ แม้พระมเหสีโยอึยจะเข้ามาขอร้อง พระสนมซองซงยอนยังขอออกไปอยู่นอกวัง
 "พระมเหสีเพคะ หม่อมฉันขอบังอาจ ทูลขออนุญาตซักเรื่องได้ไหม หม่อมฉัน อยากไปอยู่ข้างนอกซักพัก จนกว่าจะถึงกำหนดคลอดได้ไหมเพคะ"
 "จะไปอยู่ข้างนอกหรือ"
 "ใช่แล้วเพคะ"
 พระมเหสีโยอึยสงสารพระสนมซองซงยอนจึงไปทูลพระพันปีเฮคยองให้
 "งั้นหรือ นางบอกว่าจะไปอยู่ข้างนอกหรือไง"
 "เพคะ เพราะหลังจากเสียลูกไป นางก็แทบไม่มีความสุข จึงขออนุญาตไปอยู่ข้างนอกเพคะ"
 "ก็น่าอยู่หรอก เรื่องแบบนี้มันน่าเห็นใจ เอาเถอะ ตามใจนางก็ได้ เผื่อบางทีจะเป็นผลดีต่อลูกในครรภ์ งั้นเจ้าก็ช่วยจัดหาบ้านที่สะดวกสบาย ให้นางไปพักผ่อนเถอะนะ"
 "เพคะเสด็จแม่"
 ขณะที่เทซูรู้ข่าวพระสนมซองซงยอนหมดสติ แถมยังไม่ให้หมอตรวจ ก็ยิ่งสงสัย เขาจึงกลับไปหาหมอที่พาไปตรวจอาการพระสนมซองซงยอนจนรู้เรื่องโรคเนื้อร้าย
 ด้านพระสนมซองซงยอนก็มาทูลลาพระเจ้าจองโจ
 "เฮ่อ จะไปอยู่ข้างนอก จำเป็นอย่างงั้นเชียวหรือ"
 "หึ ทรงอภัยด้วยเพคะ"
 " เพราะคิดถึงลูก เลยไม่อยากอยู่นี่ล่ะสิ ใช่ ขนาดข้ายังเกือบจะแย่ แล้วนับประสาอะไรกับเจ้า ข้ายังหวังให้เจ้าอยู่ในวังอีก คงจะเป็นการฝืนใจมากไป"
 "ฝ่าบาท"
 "แต่ว่า ทำไมต้องไปถึง "ฮาชอง" ในเมืองก็มีบ้านให้เลือกเยอะแยะ ทำไมต้องไปไกลขนาดนั้น"
 "หึ น้องชายหม่อมฉัน ไปอยู่ที่นั่นน่ะเพคะ เลยคิดว่า อยู่กับเขาอาจช่วยให้สบายใจขึ้นบ้าง"
 "งั้นหรือ อย่างงี้นี่เอง"
 "ยังไงซะ ไม่นานหม่อมฉันคงกลับมา แต่จะคอยส่งข่าวมาถวายอยู่เสมอ แม้แต่ฝ่าบาทเองก็ต้องหมั่นเขียนจดหมาย ให้คนส่งข่าวถึงหม่อมฉันบ้างนะ เพคะ"
 "ไม่ล่ะ ข้าจะไปหาเจ้า"
 "ฝ่าบาท"
 "ตั้ง 4 เดือนเชียวนะ ใครจะยอมจากเจ้าตั้งนานขนาดนั้น ยังไงข้าจะหาเวลาไปเยี่ยมเจ้าให้ได้"
 เทซูรีบกลับมาทูลพระเจ้าจองโจ เพื่อยับยั้งไม่ให้พระสนมซองซงยอนเดินทางออกนอกวังหลวง แล้วเทซูก็ตามไปขวางขบวนของพระสนมซองซงยอน
 "เทซู"
 "หึ เพราะอย่างงี้ใช่ไหม เป็นเพราะเรื่องนี้ ถึงขอให้หม่อมฉันอย่าพูดอะไร ออกมา ฮือ แล้วทรงคิดว่า จะปิดบังทุกคนไปถึงเมื่อไหร่กัน ฮือ จนกว่าพระสนม ฮือ จะ ฮือ จะไปจากโลกนี้หรือ ฮือ และถึงตอนนั้น ฮือ ก็ยังจะปิดฝ่าบาทไม่ให้ ทรงทราบความจริงหรือไง"
 พระสนมซองซงยอนร้องไห้ออกมา "ฮือ เทซู"
 "ฮือ หันขบวนกลับวังเดี๋ยวนี้"
 "เอ่อ เทซู"
 "ไม่ได้ยินหรือไง นี่คือพระบัญชาของฝ่าบาท ยังไม่รีบพาพระสนมกลับไปอีก"
 เมื่อกลับถึงวังหลวง พระเจ้าจองโจทรงรอพบพระสนมซองซงยอน
 "ฝ่าบาท"
 " เพราะอะไร ทำไมถึงทำแบบนี้ โรคเนื้อร้ายหรือ ทำไมเจ้าถึง เป็นโรคแบบนี้ได้ ฮือ แถมยังปิดบัง ไม่ให้ข้ารู้อีก โดยการออกจากวัง เจ้าไม่คิดว่า นี่เป็นการโหดร้ายต่อข้าหรือ"
 "ฮือ ฝ่าบาท ฮือ หม่อมฉันแค่อยากรักษาลูกไว้ ฮือ จะด้วยวิธีไหนก็ตาม หม่อมฉันก็จะรักษาลูกเอาไว้เพคะ"
 "ทำแบบนี้ เจ้าต้องแลกด้วยชีวิตเชียวนะ เพื่อลูกของเรา เจ้าอาจต้องตาย เพื่อจะมีเขางั้นหรือ ลูกจะมีเมื่อไหร่ก็ได้ ทำไมเจ้าถึง"
 "ไม่หรอกเพคะ ฮือ หม่อมฉันไม่อาจทำใจได้ หม่อมฉัน ไม่อยากสูญเสียลูกคนนี้ไปอีก"
 "ซงยอน"
 " ในวันที่ เซจาจากเราไป ฮือ หม่อมฉันได้ฝันถึงเขา เขามาหา ฮือ และบอกหม่อมฉันว่า จะกลับมาอีก หม่อมฉันได้ยินเขาพูด ฮือ เพราะฉะนั้น ลูกคนนี้ ฮือ ต้องเป็นเซจามาเกิดใหม่ ฮือ"
 พระเจ้าจองโจทรงอึ้ง "ซงยอน"
 "ฮือ มันเป็นโรคที่รักษาไม่หายอยู่แล้ว ฝ่าบาทก็ทรงทราบ หม่อมฉัน ไม่อยากให้ตัวเองมีชีวิตยืนยาว โดยการแลกกับลูก หม่อมฉัน ไม่อยากเป็นแม่ที่ แม้จะแค่ปกป้องลูกตัวเองยังทำไม่ได้เพคะ ฉะนั้น ฮือ ฝ่าบาทโปรดอย่าทรงขัดใจหม่อมฉันอีกเลย ให้หม่อมฉัน อยู่จนกว่าจะคลอดลูกเถอะเพคะ ฮือๆๆ"
 "ถ้าอย่างงั้น แล้วข้าจะทำไง เจ้า จะไม่เป็นห่วงข้าบ้างหรือ ถ้าเสียเจ้าไป ข้าจะอยู่ได้ยังไง เจ้าไม่คิดถึงจิตใจข้าใช่ไหม"
 "ฮือๆๆ ฝ่าบาท"
 " ข้าไม่อาจขาดเจ้าได้ เข้าใจหรือเปล่า ถ้าข้ายังอยู่ ยังไงก็ไม่ให้เจ้าไปก่อน เจ้าต้องกินยาประทังไว้ พรุ่งนี้ ไม่ใช่ ต้องกินยาเดี๋ยวนี้ ข้าจะรักษาเจ้าก่อน เข้าใจมั้ย ฮือ"
 "ฝ่าบาทเพคะ ฝ่าบาทๆ ฮือๆๆ ฮือๆๆ ฝ่าบาท ฮือๆๆ"
 พระเจ้าจองโจทรงมีรับสั่งกับแชจีคยอมว่า
 "ใครที่ไม่ตั้งใจรักษาพระสนม ให้ปลดจากตำแหน่งและไต่สวนเอาผิดด้วย"
 "พะยะค่ะ"
 " และให้คนไปติดประกาศทั่วเมือง ใครมีวิธีรักษาโรคนี้ก็เสนอมา ไม่ว่าเป็นหมอที่ไหนก็ช่าง ขอเพียงรักษาโรคนี้ได้ ให้มาพบข้าในวังให้หมด เข้าใจมั้ย"
 "พะยะค่ะ"
 โชบีรู้ข่าวก็รีบไปรายงานพระสนมซองซงยอน
 "พระสนม ฝ่าบาทมีรับสั่ง ไม่เพียงระดมความคิดจากหมอหลวง ยังให้ทหารออกไปหาหมอชาวบ้านที่เคยรักษาโรคแบบนี้มาเข้าเฝ้าด้วยเพคะ หึ หม่อมฉันเชื่อว่า พระสนมต้องทรงหายดี พระสนมต้องทรงเข้มแข็ง อย่ายอมแพ้ง่ายๆ นะเพคะ"
 "พระสนม พระพันปีเสด็จมาเพคะ"
 "เสด็จแม่"
 "หึ ซงยอน"
 "โรคของหม่อมฉัน ได้ยินว่าเข้าถึงภายในจนไม่อาจเยียวยาได้อีกแล้วเพคะ ไม่ว่าหมอคนไหนก็ตาม คงไม่อาจรักษาได้อีก"
 "ซงยอน ทำไมพูดท้อแท้อย่างงั้นล่ะ เจ้าต้องเข้มแข็งไว้ ฝ่าบาทกำลังหาหมอจากทั่วเมืองมา ข้าเชื่อว่า ยังไงต้องมีทางรักษาแน่"
 "หม่อมฉันรู้ตัวเองดีเพคะ แต่ว่า ลูกในท้องยังพอมีทางรอดได้ ไม่น่าห่วง ขอเพียงหม่อมฉันไม่กินยาเท่านั้น ไม่แน่ว่า ลูกอาจจะออกมาอย่างปลอดภัยก็ได้เพคะ"
 "ซงยอน"
 " ฮือ หม่อมฉันจึงอยากทูลขอ ให้เสด็จแม่ ช่วยไปเกลี้ยกล่อมฝ่าบาทให้ที เพื่อให้หม่อมฉันได้รักษาลูกไว้ ขอให้ฝ่าบาท อย่าทรงเสียแรงเปล่าอีกเลยเพคะ"
พระพันปีเฮคยองทรงถอนพระทัย
 "ฮือ เสด็จแม่เพคะ ฮือๆๆ ฮือๆๆ"
 พระสนมซองซงยอนไม่ยอมกินยา จนพระเจ้าจองโจเสด็จมาและทรงบังคับให้กินด้วยพระองค์เอง
 "ถือว่าขอร้องล่ะ ได้โปรด รีบกินยาเข้าไปเร็วเข้า"
 "ฮือ ฮือ"
 " ข้าขาดเจ้าไม่ได้ ถ้า ถ้าไม่มีเจ้า ข้าแทบไม่อยากอยู่ต่ออีก เจ้าเคย เคยพูดกับข้าว่า จะอยู่กับข้าชั่วชีวิต เจ้าเคย สัญญากับข้าไว้ ชาตินี้จะไม่มีวันทิ้งข้าไป"
 "ฮือ ฮือ ฝ่าบาท ฮือๆๆ ฮือ โปรดอย่าทรงทำแบบนี้ ฮือ อย่าทรงเสียพระทัย เพราะเรื่องของหม่อมฉันอีกเลยเพคะ ฮือๆๆ"
 "ฮือ อยู่ต่อไป ได้ไหม ถือว่าข้าขอร้องเจ้า อยู่ต่อเพื่อข้าเถอะนะ ฮือ"
 "ฮือ ฝ่าบาท ฮือๆๆ ฝ่าบาท ฮือๆๆ ฮือๆๆ ฝ่าบาท ฮือๆๆ"
จบ 73

 

ลีซาน จอมบัลลังก์พลิกแผ่นดิน 74

 

 พระมเหสีโยอึยและพระพันปีเฮคยองเสด็จไปที่วัด เพื่อขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์โดยหวังว่าอาการป่วยของพระสนมซองซงยอนจะทุเลาขึ้น พระเมตตาของพระมเหสีโยอึยที่มีต่อพระสนมซองซงยอนทำให้พระพันปีเฮคยองทรงตื้นตันพระทัยไม่น้อย
 พระสนมซองซงยอนให้เทซูช่วยตามซองซงอูมาพบ
 "ทำไมยืนอยู่ล่ะจ๊ะ นั่งเร็วเข้า หึ นึกๆ ดู ข้าช่างไม่เอาไหนจริงๆ เหลือไว้ให้เจ้า มีแต่เรื่องเศร้าโศกเสียใจทั้งนั้น"
 "ทำไมรับสั่งอย่างงั้นล่ะพะยะค่ะ หม่อมฉันไม่เข้าใจ ทำไมพระสนมถึงได้ ฮือ"
 "ซงอู"
 ซองซงอูร้องไห้อย่างไม่อาย "ฮือๆๆ"
 "หึ มาเยี่ยมก็ดีแล้ว ร้องไห้ทำไม พี่ไม่ได้เป็นอะไร เจ้าอย่าร้องไห้เลยนะ"
 "ฮือ พระสนม"
 ทางด้านพระเจ้าจองโจทรงตามหมอข้างนอกมาตรวจ หมอได้แต่มองว่าอาการของพระสนมซองซงยอนยากจะรักษา เพราะปล่อยไว้นานเกินไป ซองซงอูมาขอเข้าเฝ้า
 "ฝ่าบาท"
 "มาแล้วหรือ"
 "พะยะค่ะ"
 "ได้พบซงยอนแล้วหรือยัง"
 "พบแล้วพะยะค่ะ"
 "อาการของนาง นับวันจะยิ่งทรุดหนักลง หมอทุกคนที่มาดู ต่างบอกว่าหมดทางเยียวยาทั้งนั้น แต่ว่าข้าไม่อยากเสียนางไปแบบนี้ จะไม่ยอม ยังไงก็ไม่ยอมเด็ดขาด ถ้าหมอในโชซอนเกินความสามารถ ข้าจะให้หมอที่อื่นมารักษาดู ไม่ว่าใครก็ตาม ขอเพียงรักษานางได้ ข้าจะไม่ปฏิเสธเลย"
 "ฝ่าบาท"
 "ที่ข้าตามเจ้ามา ก็เพื่อจะปรึกษาเรื่องนี้ คิดว่าเจ้า น่าจะมีความรู้ทางนี้มากกว่า"
 "เอ่อ หม่อมฉันมีความรู้ ทรงหมายถึงเรื่องอะไรหรือพะยะค่ะ"
 พระเจ้าจองโจคิดจะให้หมอต่างชาติมารักษา นัมซาโชได้ยินก็ตกใจ
 "ฝ่าบาท จะให้หมอต่างชาติมารักษาหรือพะยะค่ะ"
 "ใช่ เห็นว่าทุกวันนี้ หมอฝรั่งไปทำงานที่ต้าชิงมากมาย และข้าก็รู้มาว่า คนที่มาเผยแพร่นิกายชอนจู มีบางส่วนรู้เรื่องการแพทย์ของชาติตะวันตก"
 "เกี่ยวกับการแพทย์ตะวันตก หม่อมฉันก็เคยได้ยินคนร่ำลือเหมือนกัน แต่วิธีรักษาของพวกเขา มักนิยมใช้การผ่าตัด กรีดเฉือนอวัยวะต่างๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นวิธีโหดร้ายเกินจะรับได้นะพะยะค่ะ" แชจีคยอมว่า
 "ข้าก็รู้ว่าวิธีเหล่านี้ คนทั่วไปมักจะกลัวและไม่เชื่อถือ แต่พวกเขาก็ใช้แนวทางนี้ รักษาโรคร้ายมาหลายชนิดจนหายเป็นปกติไม่ใช่หรือ"
 ชองยายงทูลว่า "เรื่องนี้หม่อมฉันก็เคยได้ยินพะยะค่ะ มีการใช้น้ำแข็งทำให้เนื้อชา,หรือใช้ยาระงับความเจ็บปวด จากนั้นก็ตัดเอาชิ้นส่วนที่เป็นเนื้อร้าย ปล่อยให้ร่างกายสมานเอง"
 "ถูกต้อง จริงอยู่ เป็นการรักษาที่ค่อนข้างเสี่ยง แต่คราวก่อนมีทูตไปต้าชิง ใต้เท้าชางชุงซกบอกว่า เขาเคยเห็นหมอฝรั่งคนหนึ่งใช้วิธีผ่าตัด รักษาคนที่เป็นเนื้อร้ายให้หายได้"
 "แต่ว่าฝ่าบาท แม้จะเคยมีตัวอย่างมา แต่พระสนมเป็นเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงของเรา ถ้าใครรู้ว่ามีการลงมีดกับพระวรกาย หม่อมฉันเกรงว่า เหล่าขุนนางอาจไม่เห็นด้วยก็ได้" นัมซาโชทูลแย้ง
 "ยังไงก็ช่างเถอะ ขอเพียงรักษาพระสนมให้หายได้ จะด้วยวิธีไหนก็ไม่เกี่ยงทั้งนั้น"
 พระเจ้าจองโจเรียกเทซูมาพบ และทรงมีรับสั่งว่า
 "เจ้าไปต้าชิงได้ไหม"
 "ฝ่าบาทจะทรงทำอย่างงั้นแน่หรือพะยะค่ะ แม้ว่า หม่อมฉันจะไม่รู้เรื่องการแพทย์ก็จริง แต่ว่า เกี่ยวกับการเฉือนเนื้อ ผ่าตัดร่างกาย มิเสี่ยงไปหน่อยหรือพะยะค่ะ"
 "เจ้ากลัวใช่ไหม ใช่ บอกตรงๆ ว่าข้าก็กลัวเหมือนกัน ข้ากลัวที่จะทำอย่างงั้น"
 "เอ่อ ฝ่าบาท"
 "แต่เทียบกับผ่าตัดแล้ว ข้ายิ่งกลัวว่าเวลาผ่านไปแต่ละ วัน โดยไม่มีประโยชน์ และไม่รู้ว่าวันไหน ซงยอนจะไปจากข้า นี่คือสิ่งที่ข้ากลัวที่สุด ไม่แน่ว่านี่อาจเป็น ความหวังสุดท้าย สำหรับชีวิตนางก็เป็นได้ เพราะฉะนั้น รบกวนเจ้าไปต้าชิงซักครั้ง ถ้าเจอหมอที่เก่ง ก็รีบพามาให้เร็วที่สุด"
 ลีชองรู้เรื่องที่พระเจ้าจองโจให้เทซูไปตามหาหมอที่ต้าชิงก็กลับมาเล่าให้ทุกคนฟัง และชวนทุกคนช่วยกันอธิษฐาน ขอให้พระสนมซองซงยอนหายจากโรคร้ายไวๆ
 ขณะที่พระสนมซองซงยอนรู้เรื่องก็ห้ามไม่ให้เทซูไป
 "รับรองว่าไม่ต้องทรงรอนานนัก หม่อมฉัน จะรีบหาหมอที่เก่งมารักษา"
 "อย่าเสียเวลาอีกเลย ได้ยินหรือเปล่า ไม่ต้องไป ทางด้านฝ่าบาท ข้าจะทูลให้เอง"
 "พระสนม"
 "เป็นการเสียแรงเปล่า เชิญมาก็ไม่มีประโยชน์ เพราะข้า อาการหนักเต็มทีแล้ว"
 "ใครว่าอาการหนัก หม่อมฉันไม่ให้รับสั่งอย่างงั้น มันยังไม่สายไป ทุกอย่างยังไม่สายเกินแก้"
 "ไม่หรอกเทซู เจ้าก็รู้อยู่แก่ใจ ข้าไม่อยาก ไม่อยากให้ฝ่าบาท ทรงคาดหวังในการรักษาข้าอีก"
 "พระสนม"
 "ฮือ เข้าใจหรือเปล่า ฝ่าบาทจะทรงเป็นทุกข์ แต่ละครั้งที่ทรงคิดว่ามีทางรักษาข้า มันจะกลายเป็น ภาระที่หนักอึ้งสำหรับพระองค์ ฉะนั้น ถ้าทรงทำพระทัยให้ยอมรับแต่เนิ่ นๆ อาจจะดีกว่า"
 "ทำใจอะไร หม่อมฉันยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เลย"
 "เทซู"
 "ทรงลืมแล้วหรือว่า พระสนมมีความสำคัญต่อฝ่าบาทแค่ไหน ตลอดเวลาที่ผ่าน ฝ่าบาททรงอยู่มาได้ยังไง พระสนมไม่รู้บ้างหรือ เพราะมีความมุ่งมั่นที่จะรักษาพระสนม ทำให้ฝ่าบาทมีกำลังพระทัยที่จะอยู่ หม่อมฉันรู้ดีว่า ทุกวันนี้ ที่ฝ่าบาทอยู่มาได้ก็เพราะความเชื่อในส่วนนี้ ถ้าหากให้พระองค์สิ้นหวัง ฝ่าบาทจะทรงเป็นทุกข์แทบอยู่ไม่ได้ด้วยซ้ำ แล้วทำไมพระสนมทรงยอมแพ้ง่ายๆ นัก ทำไมรับสั่งว่า สิ่งที่เราทำเป็นการเสียแรงเปล่า"
 "เทซู"
 "ฮือ หม่อมฉัน จะรีบออกเดินทางไปต้าชิงเดี๋ยวนี้ จะไม่หยุดพัก ไม่หยุดรอแม้แต่นิดเดียว เป็นตายร้ายดีก็จะพาหมอฝรั่งมารักษาพระสนมให้ได้ ขอแค่ทรงรอหม่อมฉัน อย่าทรงท้อซะก่อน จนกว่าหม่อมฉันจะกลับมา พระสนมต้องทรงเข้มแข็งเอาไว้"
 พระสนมซองซงยอนได้แต่ร้องไห้ตื้นตันใจมาก
 พระสนมซองซงยอนทรงลุกขึ้นมาเพื่อจะเขียนรูปถวายพระเจ้าจองโจ แม้ว่าทุกคนจะคัดค้าน
 "เจ้าบอกว่าไงนะ จะเขียนรูปให้ข้าหรือ"
 " เพราะมันเป็น สิ่งที่หม่อมฉันตั้งใจมานานเพคะ กะว่าทุกๆ ปี จะเขียนพระรูปให้ฝ่าบาทหนึ่งรูป เผื่อว่าแม้เวลาจะผ่านไป หม่อมฉันยังมีพระพักตร์ของฝ่าบาท ประทับอยู่ในใจ และจารึกไว้เป็นภาพเขียน ด้วยเหตุนี้ แม้จะรู้ว่าผิดต่อธรรมเนียมของฝ่ายใน ก็อยากให้ฝ่าบาททรงอนุญาตเพคะ"
 "แต่ว่า เจ้าจะเขียนรูปได้ยังไง ในเมื่อร่างกายอ่อนแอ ยังจะถือพู่กันไหวหรือ ถ้าอยากเขียนรูปข้าจริงๆ ไว้หายดีก่อนแล้วค่อย"
 "ฝ่าบาท หม่อมฉันถือว่านี่คือ กำลังใจที่จะอยู่ต่อเพคะ เหมือนที่ฝ่าบาท ทรงคาดหวังว่ายังไงหม่อมฉันต้องรักษา ได้ หม่อมฉันก็เช่นกัน หวังว่าจะเขียนพระรูปให้ฝ่าบาท หม่อมฉันตั้งใจอย่างงั้นจริงๆ หวังจะให้เสร็จสมบูรณ์ และทุกๆ วัน ได้เห็นพระพักตร์ของฝ่าบาท เพื่อเป็นกำลังใจที่ดี แค่นี้หม่อมฉันก็มีหวัง ที่จะอยู่ต่อไปได้แล้ว"
 "ซงยอน"
 "หึ ที่สำคัญ อยากให้ทรงรับปากเรื่องหนึ่ง เพื่อเห็นแก่หม่อมฉันด้วย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฝ่าบาทต้องทรงเข้มแข็ง อยู่ต่อไปเหมือนปกติ เหมือนที่หม่อมฉันได้อยู่กับฝ่าบาท เพราะความมุ่งมั่นที่ไม่เคยเปลี่ยน จึงอยากให้ฝ่าบาท ทรงเห็นแก่ความรักที่หม่อมฉัน มีให้มาอย่างยาวนาน ต้องทรงสัญญาว่าฝ่าบาทจะเข้มแข็ งนะเพคะ ที่สำคัญ ยังมีลูกของเราอีกคน"
 "ซงยอน"
 "ขอเพียงแค่นี้แหละเพคะ สิ่งที่หม่อมฉันจะขอ ก็มีเพียงแค่นี้ ฮือ จึงอยากให้ฝ่าบาททรงรับปากหม่อมฉัน และต้องทำให้ได้นะเพคะ"
 "ได้ ข้ารับปากเจ้า ข้าจะเข้มแข็ง อยู่ต่อไปเหมือนเดิม เมื่อข้าให้สัญญาแล้ว ก็ต้องทำให้ได้"
 "ฮือ ฝ่าบาท"
 วันต่อมาหมอหลวงมาตรวจอาการของพระสนมซองซงยอน พระมเหสีโยอึยทรงเสด็จมาถาม
 "พระสนมเป็นไงบ้าง"
 "เอ่อ ชีพจร ดูจะเต้นอ่อนลงพะยะค่ะ เฮ่ย"
 "หม่อมฉันไม่เป็นไรหรอกเพคะ พระมเหสีไม่ต้องเป็นห่วง"
 "หึ ซงยอน หึ อีกไม่นาน เทซูคงจะพาหมอจากต้าชิงมาได้ เพราะฉะนั้นเจ้าต้องเข้มแข็งไว้นะ ที่แล้วมา เจ้าไม่เพียงเป็นเพื่อนของฝ่าบาท ยังนับว่า เป็นเพื่อนกับข้าด้วย เพราะฉะนั้น ถือว่าเห็นแก่ข้า เจ้าต้องอดทนให้มากล่ะ"
 "พระมเหสี"
 ทุกคนต่างเฝ้ารอการกลับมาของเทซู ดัลโฮถึงกับออกไปรอที่ชานเมืองพร้อมกับพวกซอจังบูและคังซกกี แล้วไม่นานก็เห็นเทซู ทุกคนดีใจมาก เทซูบอกว่าหมอกำลังตามมา คังซกกีรีบให้เทซูไปเฝ้าพระเจ้าจองโจ
 พระเจ้าจองโจทรงดีพระทัยรีบไปหาพระสนมซองซงยอนแต่ปรากฏว่าพระสนมซองซงยอนหายไปจากตำหนัก ทุกคนพากันออกตามหา แล้วพระเจ้าจองโจก็ทรงพบพระสนม
 "ซงยอน หึ ซงยอน อึ๊บ ซงยอนๆๆๆ หา ฮือ"
 "ฝ่าบาท"
 "นี่มันอะไรกัน ไม่สบายแล้วมาเดินแถวนี้ทำไม"
 "เพื่อจะหา ของสิ่งนี้เพคะ หึ" พระสนมซองซงยอนทูลแล้วก็สลบไป
 " ซงยอน เจ้าเป็นไรไป ซงยอนๆๆ ทุกคนมานี่หน่อย ไปตามหมอหลวงเร็วเข้า ซงยอน เจ้าอย่าเพิ่งหลับนะ เทซูกลับมาแล้ว เขาหาหมอมารักษาเจ้าได้ ได้ยินหรือเปล่า เจ้ามีทางรักษาแล้ว ฮือ"
 "หึ ฝ่าบาท"
 "ฮือ อดทนอีกหน่อยได้ไหม หมอต้าชิงกำลังจะเดินทางมา เพราะฉะนั้นแข็งใจไว้ แข็งใจอีกหน่อยก็พอแล้ว"
 "หึ หึ ทรงอภัยด้วยเพคะ หึ หม่อมฉัน คงต้องจากฝ่าบาท ไปอยู่กับเซจาซะก่อน หึ"
 " พูดอะไรอย่างงั้น เจ้าจะไปหรือ เจ้าจะทิ้งข้าลงคอได้ยังไง ไม่มีทาง ข้าไม่ยอมให้เจ้าไป ซงยอน ได้ยินหรือเปล่า อย่านะ ข้าไม่ให้เจ้าไปแบบนี้ ฮือ ข้าไม่ให้เจ้าทิ้งข้าไป ฮือๆๆ"
 "หึ อย่าทรงกรรแสงเพคะ หึ อย่าทรงเสียพระทัยเพราะหม่อมฉัน หึ หม่อมฉันจะนำ ความรักของฝ่าบาท ไปในภพหน้า หึ แค่นี้ ก็พอแล้ว" พระสนมซองซงยอนสิ้นลม
 "หา ซงยอน ฮือ ซงยอนๆ" พระเจ้าจองโจทรงกรรแสงออกมาทันที)
 เทซูเข้ามาก็แทบช็อก "ท่าน ว่าไงนะครับใต้เท้านัม บอกว่าพระสนม สิ้นพระชนม์แล้วหรือ ใต้เท้า"
 "เทซู" นัมซาโชสีหน้าเศร้า ซงอูร้องไห้
 " ไม่จริง เป็นไปได้ยังไง ทำ ทำไมเร็วขนาดนี้ ฮือ ฮือ ข้า ข้าพาหมอมาได้แล้ว ฮือ จากต้าชิง ฮือ พาหมอจะมารักษาพระสนม ฮือ อีกนิดเดียวเขาก็มาถึงวังหลวง แค่เย็นนี้เท่านั้น แล้วทำไม บอกว่าพระสนมไปแล้ว ท่านจะมาโกหกข้าได้ยังไง"
 "เทซู ใจเย็นก่อน"
 " ไม่ ไม่จริง ข้าไม่เชื่อหรอก ฮือ พระสนมเคยตรัสว่า จะรอให้ข้ากลับมา บอกว่า นางจะรอข้า รอจนกว่าหมอจะมาถึง ฮือๆๆ ข้าเชื่อว่า นางไม่ผิดคำพูด นางไม่จากไปแบบนี้หรอก ฮือ พระสนมๆ ฮือๆๆ พระสนม ฮือๆๆ ฮือๆๆ"
 ทุกคนพากันร้องไห้เสียใจกับการจากไปของพระสนมซองซงยอน โดยเฉพาะพระพันปีเฮคยองทรงเสียพระทัยมาก
 "นางเป็นคนดี ไม่นึกว่าจะอายุสั้นขนาดนี้ เมื่อก่อนข้าน่าจะดีต่อนางให้มาก ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ ข้าน่าจะใส่ใจนาง ให้มากกว่าที่แล้วมา ฮือ"
 "พระพันปี"
 คนที่ศูนย์ศิลปะก็พากันเสียใจมาก เทซูนั่งคิดถึงพระสนมซองซงยอน
 "ถึงข้ามีสิทธิ์แค่มองก็ไม่เป็นไร ขอเพียงแต่ ให้เจ้าอยู่กับฝ่าบาทมีความสุขชั่ว ชีวิตก็พอแล้ว แต่ว่าทำไมเจ้าถึงด่วนจากไปก่อน แล้วต่อไปจะให้ข้า อยู่เพื่ออะไรอีก นับแต่นี้จะไม่ได้เห็นหน้าเจ้า แล้วจะให้ข้ามีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร ฮือ"
 นัมซาโชเข้ามาเตือนพระเจ้าจองโจ "ฝ่าบาท ได้เวลาเสด็จแล้วพะยะค่ะ ฝ่าบาท"
 "ไปบอกให้พวกเขารออีกหน่อย ข้ายังมีเรื่องบางอยาง จะพูดกับพระสนม"
 พระเจ้าจองโจทรงตรัสกับศพของพระสนมซองซงยอนว่า
 " เจ้ารู้หรือเปล่า สมัยที่เรายังเด็ก ข้าเคย ปลดสายคาดเอวไปผูกกับแขนเจ้า ในเวลานั้น ใจข้าก็ได้ผูกกับเจ้าด้วย รู้หรือเปล่า เพราะฉะนั้น เมื่อหัวใจข้าอยู่กับเจ้า ก็จงเอามันไปด้วยกัน ตอนนี้ เจ้าคงได้พบลูกแล้ว อยู่บนสวรรค์ ได้เห็นลูกของเราใช่ไหม เจ้า เจ้าเคยบอกว่า จะเก็บข้าไว้ในความทรงจำ งั้นก็รอหน่อยนะ ซักวัน ข้าจะไปหาเจ้า ไปหาลูกของเรา ถึงวันนั้นเมื่อไหร่ เจ้าต้องรอพบข้าด้วยนะ"
 ชองยายงไปหาคนผลิตเครื่องปั่นด้าย และสอบถามเกี่ยวและขอลองใช้เครื่องปั่นด้าย พอกลับมาก็ทราบว่าพระเจ้าจองโจทรงมารออยู่
 "วันนี้ไปไหนมาอีก"
 "เอ่อ ฝ่าบาท"
 "เป็นไปไม่ได้ที่เจ้าจะไม่รู้เวลา ไปอยู่ที่ไหนกันแน่"
 "ทรงอภัยด้วยพะยะค่ะ เพราะมีเรื่องด่วนบางอย่าง เลยออกไปข้างนอกซักครู่พะยะค่ะ"
 "งั้นก็นั่งลง ข้าฟังรายงานจากคนอื่นหมดแล้ว เหลือแต่เจ้าคนเดียว"
 "หา เอ่อ"
 "ว่าไงล่ะ"
 "เอ่อ ทรงอภัยด้วยพะยะค่ะ หม่อมฉันรีบร้อนมาเฝ้า เลยลืมเอารายงานมาด้วย"
 "อะไรนะ"
 "หม่อมฉันจะรีบไปเอามาเดี๋ยวนี้"
 "ไม่ต้องไปก็ได้ งานที่เจ้ารับผิดชอบ ไปดูสถานที่จริงก็เหมือนกัน"
 พระเจ้าจองโจเสด็จไปพลางถามชองยายงว่า
 "ค่าแรงคนงานที่มาทำงานที่นี่ จ่ายกันยังไง"
 "ทั้งช่างหิน ช่างไม้และช่างอิฐ จ่ายวันละ 4 เฟื้อง คนงานทั่วไปวันละ 2 เฟื้องครึ่งพะยะค่ะ เพราะว่าต้องใช้แรงงานที่แตกต่าง,จึงเกณฑ์ชาวบ้านมาช่วยหลากหลายรูปแบบ ใครถนัดอย่างไหนก็ทำอย่างงั้น เพื่อให้งานเดินเร็วพะยะค่ะ"
 "ดีมาก ถึงเราจะมีแรงงานประจำ แต่งานบางอย่างก็ไม่เหมาะกับพวกเขา ชาวบ้านยอมสละเวลามาช่วย,ถือว่าทำงานเพื่อบ้านเมือง เราจึงไม่ควรให้เหนื่อยเปล่า"
 พระเจ้าจองโจเสด็จไปดูที่ป้อมและตรัสกับเชกาว่า
 "ทำไมมีแต่ป้อมนี้ที่ดูคืบหน้าช้านัก เป็นเพราะอะไร"
 "เพราะผนังยิ่งสูง การลำเลียงขึ้นไปก็ยิ่งลำบาก ทำให้ต้องใช้เวลาพะยะค่ะ"
 "ถ้าเป็นปัญหานี้ ข้าเคยมอบหนังสือ "พัฒนาด้านวิทยาการ" ให้เจ้าไปศึกษาแล้วนี่นา แล้วยังไง จนป่านนี้ยังหาวิธีไม่ได้อีกหรือ"
 "เอ่อ คือ มีปัญหานิดหน่อยพะยะค่ะ"
 "ปัญหาหรือ"
 ชองยายงพามาดูเครื่องชักรอก แชจีคยอมมองแล้วกล่าวว่า
 "อ้อ ลักษณะใหญ่กว่าที่คิดไว้นะพะยะค่ะ"
 "หม่อมฉันดัดแปลงจากเครื่องชักรอกในอดีตพะยะค่ะ  หากใช้เจ้าตัวนี้  จะสามารถยกของหนักขึ้นที่สูงได้อย่างง่ายดาย"
 พระเจ้าจองโจทรงพินิจแล้วตรัสว่า "ต่างจากที่เคยเห็นทั่วไป ปกติเครื่องชักรอก ใช้วิธีเหมือนตักน้ำขึ้นจากบ่อ แล้วทำไม ไม่ทำให้รอกอยู่คงที่ล่ะ"
 "นั่นเป็นเพราะ รอกที่อยู่คงที่ ต้องใช้แรงงานคนมากกว่าแขวนลอยถึงสองเท่า แต่หากใช้วิธีนี้ แค่ใช้แรงประมาณ 40 ชั่ง จะรับน้ำหนักได้ถึง 2 หมื่น 5 พันชั่งพะยะค่ะ"
 "จริงหรือนี่"
 "พะยะค่ะ ด้วยเหตุนี้ หม่อมฉันจึงตั้งชื่อเครื่องนี้ใหม่ว่า เป็นเครื่องยกน้ำหนัก"
 "แล้วทำไมยังมีปัญหาอีก เท่าที่ฟังดู เจ้าเครื่องนี้น่าจะมีประโยชน์ต่อการก่อสร้างของเราไม่ใช่หรือ"
 "เอ่อ นั่นเป็นเพราะ หม่อมฉันขอทูลตรงๆ มันมีการทรงตัวไม่สมดุล จึงใช้ไม่ค่อยดีนัก"
 "งั้นหรือ ถ้าจะใช้เครื่องมือตัวนี้ ต้องให้คนดึงเชือกทั้งสองข้างพร้อมกัน ไม่งั้นมันจะเสียสมดุล ทำให้ของตกลงไป"
 "ถูกแล้วพะยะค่ะ แต่ว่า เนื่องจากเวลามีน้อย เรา ผูกเชือกทั้งสองด้าน  แล้วออกแรงดึงจากตรงกลางได้ไหมพะยะค่ะ"
 "ทำแบบนี้ยิ่งไม่ได้ เกิดจับเชือกไม่แน่นหรือทานน้ำหนักไม่ไหวล่ะ มิเท่ากับทำให้คนงานบาดเจ็บหรอกหรือ เรื่องนี้ เกี่ยวพันถึงชีวิตผู้คน ต่อให้ใช้เวลาแค่ไหน ก็ต้องหาวิธีที่ปลอดภัยที่สุด"
 "เอ่อ ทรงอภัยด้วยพะยะค่ะ เพราะหม่อมฉันใจร้อน เลยไม่ได้คิดรอบคอบ"
 "ไม่เป็นไร ข้าไม่ได้ตำหนิเจ้าหรอก อย่าคิดมากไปเลย"
 "ฝ่าบาท"
 "ข้าจะให้เวลาอีก 5 วัน พอหรือเปล่า จะหาวิธีแก้ไขได้ไหม"
 "ได้พะยะค่ะ หม่อมฉัน จะพยายามทำให้ดีที่สุด"
 มินจีซูให้ลูกน้องเฝ้าสังเกตแล้วนำเรื่องนี้ไปบอกแชซกจู จากนั้นแชซกจูก็นำทูลพระหมื่นปีจองซุน
 "งานก่อสร้างที่เมืองซูวอนใกล้เสร็จแล้วหรือ งั้นก็แสดงว่าฝ่าบาท เตรียมลับมีดที่คมกริบ เพื่อจะเอามาเล่นงานพวกเรา"
 " แล้วจะทำไงดีพะยะค่ะ เรื่องมาถึงขั้นนี้ เราจะนิ่งดูดายได้หรือ นับแต่ปรับโครงสร้างในหน่วยทหาร ทำให้ 5 กองพลแทบไม่มีความสำคัญ เพราะเรื่องนี้ ทำให้แม่ทัพหลายฝ่ายล้วนไม่พอใจต่อฝ่าบาทอย่างมาก"
 "แล้วยังไง"
 "พระหมื่นปี ให้พวกเขามาเข้าเฝ้าดีมั้ยพะยะค่ะ คนที่ไม่พอใจฝ่าบาท ไม่แน่อาจจะรวมตัว หันมาช่วยเราก็เป็นได้ พระหมื่นปี"
 เวลานั้นพระเจ้าจองโจทรงเรียกขุนนางประชุมที่ท้องพระโรง และทรงรับสั่งให้เทซูเฝ้าจับตาดูพวกพระหมื่นปีจองซุน
 ที่ประชุมท้องพระโรง ชางแทวูทูลพระเจ้าจองโจว่า
 "ฝ่าบาท รับสั่งว่าจะทรงพัฒนาเมืองซูวอน และให้ขุนนางบางส่วนไปอยู่ที่นั่นหรือพะยะค่ะ"
 " ใช่ ข้าจะขอประกาศ ให้เมืองซูวอนเป็นเมืองชั้นเอก และป้อมปราการที่สร้างขึ้นใหม่ ให้ชื่อว่า "ฮวาซอง" พวกท่านไม่ต้องคัดค้าน หน่วยงานไหนที่จะถูกย้ายบ้าง ข้าได้คัดเลือกไว้แล้ว อีกสองวันจะบอกให้รู้"
 "ฝ่าบาท หม่อมฉันขอทูลว่า เรื่องนี้ไม่สมควรอย่างยิ่งพะยะค่ะ เมืองซูวอน อยู่ไกลจากเมืองหลวง สภาพก็แร้นแค้น ให้ผู้คนไปอยู่ แต่สิ่งปลูกสร้างไม่เพียงพอ  แล้วยังจะย้ายหน่วยงานราชการไปอีก แล้ว "ฮันยาง" ซึ่งเป็นเมืองหลวงแต่โบราณจะมีความหมายอะไรอีก"
 "ใช่ ฮันยางจะถูกลดความสำคัญลงไป แล้วยังไง ท่านจะบอกว่าทำไม่ได้ใช่ไหม"
 แชซกจูอึ้ง "เอ่อ"
 "อีกหน่อยซูวอนก็จะเหมือนฮันยาง กลายเป็นศุนย์กลางแห่งใหม่ ข้ามีความเชื่อว่า สิ่งที่ทำทั้งหมด ล้วนเป็นผลดีต่อการพัฒนาประเทศ แล้วทำไมพวกท่านมีแต่คัดค้านท่าเดียว เพราะเสวยสุขอยู่ในเมืองหลวงจนชิน บางคนก็ครอบครองที่ดินมหาศาล ปักหลักจนไม่อยากไปไหนแล้วใช่ไหม"
 "ฝ่าบาท"
 "รอให้ป้อมปราการสร้างเสร็จก่อน ข้าจะบอกให้ชาวบ้านโยกย้าย เพราะที่นั่น จะมีทุกอย่างไว้รองรับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ และข้าจะให้จัดงานฉลองวันประสูติของพระพันปีที่ป้อมฮวาซอง รวมถึงเซ่นไหว้พระวิญญาณของเสด็จพ่อด้วย และยังมีอีกเรื่อง ที่ข้าขอบอกไว้ก่อน ต่อให้ใครมาถวายฎีกาท่วมหัว หรือจะกดดันหน้าตำหนักก็ช่าง ความตั้งใจของข้าก็จะไม่มีวันเปลี่ยน จงรับรู้ไว้ด้วย"
 แชซกจูส่งข่าวให้พระหมื่นปีจองซุนทราบ พระหมื่นปีจองซุนสั่งให้แม่ทัพ 5 กองพลมาพบคืนนี้ เพราะในจดหมายแชซกจูบอกว่า
 "ตอนนี้ ทางเลือกสำหรับพวกเรา มีแค่ทางเดียวเท่านั้น และทุกคนคงรู้ว่า นี่เป็นทางที่ยากเย็นแสนเข็ญแค่ไหน ในเมื่อฝ่าบาททรงบีบให้เราจนตรอก เราก็ต้องให้พระองค์ ได้รับการตอบแทนในสิ่งเดียวกัน"
 ขณะที่พระเจ้าจองโจทรงคิดถึงคำพูดสุดท้ายของพระสนมซองซงยอนที่ให้พระองค์ทรงเข้มแข็ง
 " ใช่ สิ่งที่รับปากเจ้า ข้าไม่เคยลืม ข้าจะอยู่ต่อไปแน่นอน จนถึงวาระสุดท้าย แห่งการเป็นพระราชา ข้าจะทำหน้าที่ของข้า เพื่อราษฎรอย่างดีที่สุด"
 เทซูกลับมาทูลรายงานพระเจ้าจองโจว่า
 "คนที่ไปชุมนุม ไม่เพียงแต่พวกขุนนางเก่า ยังมีแม่ทัพ  ลีซกจอง และเจ้าเมือง โนแทจู ด้วยพะยะค่ะ"
 พระเจ้าจองโจทรงพยักหน้าเข้าใจ "อึม"
 "จะทรงทำไงดีพะยะค่ะ ถือโอกาสนี้กวาดล้างพวกเขา"
 " อย่าเพิ่ง นี่ยังไม่ใช่เวลา ลำพังแค่ไปชุนนุมอยู่ข้างนอก เอาผิดพวกเขาไม่ได้หรอก ถ้าจะให้ดี เราต้องรอให้โอกาสสุกงอมกว่านี้ คิดว่าทุกอย่าง น่าจะจบที่เมืองซูวอน พวกเขาต้องวางแผน เล่นงานข้าที่ป้อม "ฮวาซอง" แน่  และข้าก็จะอยู่นั่น รอพวกเขา รอให้มาอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา"
จบ 74